Amazing Green Route
เส้นทางตามรอยปราสาทขอมพันปี ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าภูอัคนี วิถีชุมชนพอเพียง
จังหวัดบุรีรัมย์

เส้นทางตามรอยปราสาทขอมพันปี ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าภูอัคนี วิถีชุมชนพอเพียง

จังหวัดบุรีรัมย์

เริ่มต้น

จังหวัดบุรีรัมย์อยู่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง สภาพภูมิประเทศทั่วไปเป็นที่ราบสูงและเกิดจากภูเขาไฟ เป็นดินแดนที่เคยรุ่งเรืองมาแต่ในอดีต เป็นแหล่งรวมอารยธรรมขอมโบราณ พบร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์และภาชนะดินเผาเขมรโบราณอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๘ อีกทั้งยังเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโคตรบูรและได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมสมัยทวารวดี ปัจจุบัน “บุรีรัมย์” ตามความหมายของชื่อคือ เมืองแห่งความรื่นรมย์ อุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติและประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะปราสาทหินน้อยใหญ่ที่ยังคงปรากฏหลักฐานให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชม อีกทั้งยังเป็นเมืองแห่งวิถีชีวิต รุ่มรวยด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรม ชุมชนอาศัยอยู่กันอย่างเรียบง่ายและพอเพียง มีความเอาใจใส่ในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม มีความรัก หวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติอย่างน่าชื่นใจ

เส้นทางท่องเที่ยวนี้จะพาไปสัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของภูเขาไฟ เรียนรู้แหล่งกำเนิดหินและแร่ธาตุต่างๆ เดินเท้าศึกษาธรรมชาติบนยอดเขากระโดง เยี่ยมชมความงดงามของปราสาทหินพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำ ซึมซับวิถีความเป็นอยู่ของชุมชนบ้านโคกเมืองที่มีชีวิตผูกพันกับเกษตรกรรมปลอดสารพิษ และชื่นชมการอนุรักษ์ป่าชุมชนรวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นผ้าภูอัคนีแห่งบ้านเจริญสุข ทั้งหมดนี้ คือเส้นทางที่จะบอกเล่าเรื่องราวในอดีต ตั้งแต่การกำเนิดภูเขาไฟ การขยายดินแดนอาณาจักรขอม ทำให้เกิดเป็นชุมชนและแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์อันสำคัญ รวมถึงการนำทรัพยากรจากผืนดินมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า พร้อมอนุรักษ์ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

วันที่ 1

ออกเดินทางสู่จังหวัดบุรีรัมย์ สามารถเลือกเดินทางได้ทั้งทางรถยนต์ เครื่องบิน หรือรถทัวร์ เมื่อถึงจุดหมายแล้ว รับประทานอาหารท้องถิ่น เข้าที่พักในอำเภอนางรอง พักผ่อนตามอัธยาศัย เก็บแรงไว้เริ่มต้นทริปในวันถัดไป

วันที่ 2

เริ่มต้นเส้นทางที่วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง เป็นหนึ่งในภูเขาไฟหกลูกของจังหวัดบุรีรัมย์ที่ดับสนิทแล้ว ภูเขาไฟกระโดงมีทรัพยากรธรรมชาติหลากหลาย ล้อมรอบด้วยที่ราบและหุบเขายังคงสภาพดี ปากปล่องมีความสมบูรณ์และมีอายุน้อยที่สุดในประเทศไทย คือประมาณ ๓-๙ แสนปี สามารถมองเห็นร่องรอยการปะทุระเบิดเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งซีกได้อย่างชัดเจน เนินเขาภูเขากระโดงเกิดจากการทับถมของเศษหินภูเขาไฟที่พ่นปะทุออกมา ส่วนประวัติความเป็นมาของเขากระโดง เดิมชาวบ้านเรียกว่า “พนมกระดอง” เป็นภาษาเขมรแปลว่า “ภูเขากระดอง” มีรูปลักษณ์คล้ายกระดองเต่า ต่อมา จึงเรียกเพี้ยนเป็น “กระโดง” เนื้อที่กว่า ๑,๔๕๐ ไร่ของวนอุทยานภูเขาไฟกระโดงเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังพัฒนาให้มีความพร้อมในการรองรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อส่งเสริมให้เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วนอุทยานภูเขาไฟกระโดงจึงถือว่ามีศักยภาพในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี

การมาเยือนวนอุทยานภูเขาไฟกระโดง มีกิจกรรมให้ทำหลากหลาย หนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจคือ การเดินชมปากปล่องภูเขาไฟกระโดง ซึ่งสูงจากระดับทะเลปานกลาง ๒๖๕ เมตร โดยมีเส้นทางเดินชมรอบปากปล่อง และมีสะพานแขวนให้ยืนชมจากมุมสูงได้ นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ระยะทาง ๒ กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่การเดินชมพื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณอ่างเก็บน้ำวุฒิสวัสดิ์ ซึ่งเป็นจุดดูนกน้ำอพยพที่สำคัญจุดหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์ เดินชมป่าเต็งรัง พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ เต็ง รัง มะกอกเลื่อม ตะคร้อ ขี้เหล็กป่า งิ้ว และยังสามารถดูนกได้หลากหลายชนิด ได้แก่ นกเด้าดินสวน นกกระเต็นอกขาว นกกระจิบธรรมดา นกปรอทก้นแดง นกตะขาบทุ่ง และนกจับแมลงจุกดำ ในฤดูฝนสภาพพื้นที่ป่ามีพืชล้มลุก เช่น ดอกกระเจียวขึ้นอย่างหนาแน่น เมื่อเข้าสู่ฤดูปลายฝนต้นหนาว ดอกไม้ป่าจะเริ่มผลิดอก เช่น มณีเทวา หรือกระดุมเงิน ดุสิตา หรือหญ้าข้าวก่ำน้อย สร้อยสุวรรณา หรือหญ้าพิศมร สรัจจันทร หรือหญ้าหนวดเสือ ทิพเกสร หรือหญ้าฝอยเล็ก และเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ป่าเต็งรังจะมีความแล้งและผลัดใบ ใบไม้ร่วง มีสีสันสวยงาม เรียกได้ว่ามาเดินป่าฤดูไหน ก็พบความงามตามธรรมชาติให้ตื่นตาตื่นใจเสมอ

นอกจากการเดินป่าแล้ว ยังมีเส้นทางขี่จักรยานภายในวนอุทยานภูเขาไฟกระโดงหลายเส้นทาง เช่น เส้นทางในป่า เส้นทางชมแหล่งท่องเที่ยว เส้นทางขี่ออกกำลังกาย เส้นทางชมธรรมชาติโดยรอบ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอข้อมูลของแต่ละเส้นทางได้ หรือจะเดินขึ้นบันไดนาค ๒๙๗ ขั้นไปสักการะพระสุภัทรบพิตร ซึ่งประดิษฐานอยู่บนยอดเขากระโดง เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง ๑๒ เมตร ภายในเศียรบ รรจุพระธาตุ สร้างโดยผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสเพื่อให้เป็นที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป บริเวณที่ตั้งขององค์พระ เป็นจุดชมวิว สามารถมองเห็นทัศนียภาพของตัวเมืองบุรีรัมย์ได้อย่างเต็มตา นอกจากนั้น ยังมีโบราณสถานปราสาทเขากระโดง ซึ่งเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นก่อนสมัยสุโขทัย เดิมเป็นปรางค์หินทราย ก่อบนฐานศิลาแลง ต่อมาหินได้พังลงมาและมีผู้มีจิตศรัทธามาบูรณะซ่อมแซม ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง สร้างขึ้นในปี ๒๔๔๘ โดยพระยาประเสริฐ สุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี) เจ้าเมืองบุรีรัมย์ กับคุณหญิงประเสริฐ สุนทราศรัย (ตุ่ม สิงหเสนี) บนยอดเขา ยังมีร้านจำหน่ายเครื่องดื่ม กาแฟ และสินค้าที่ระลึกไว้บริการ

ความโดดเด่นของวนอุทยานภูเขาไฟกระโดง นอกจากจะมีแหล่งทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์สวยงามแล้ว ยังมีระบบการจัดการที่มีมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดภูมิทัศน์อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ถนนรถวิ่งและทางเดินเท้าสะอาดสะอ้าน มีการรณรงค์ให้อนุรักษ์ธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีป้ายสื่อความหมายประจำจุดต่างๆ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจในภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ภายในภูเขาไฟกระโดง ทั้งหมดนี้ ทำให้วนอุทยานภูเขาไฟกระโดงเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาท้องถิ่น เสริมสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ของประชาชนในจังหวัดบุรีรัมย์อย่างยั่งยืน

วันที่ 3

เช้าวันนี้ ออกเดินทางไปเยี่ยมชมปราสาทหินโบราณที่มีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งคือ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง หรือปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทหินทรายสีชมพูเก่าแก่ทรงคุณค่าศิลปะขอมโบราณที่สร้างผ่านกาลเวลา ความเชื่อและแรงศรัทธาในศาสนา ลวดลายแกะสลักบ่งบอกเรื่องราวความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ เป็นความยิ่งใหญ่แห่งโบราณสถานที่ปรากฏอยู่บนยอดเขาพนมรุ้ง ภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว รายล้อมด้วยภูมิทัศน์ที่งดงามตามธรรมชาติ ขับให้ปราสาทหินพนมรุ้งมีความโดดเด่นและสง่างาม เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวของบุรีรัมย์ที่มีผู้ให้ความสนใจไปเยี่ยมชมมากมาย

ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นตามความเชื่อในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายเพื่อเป็นเทวาลัยที่ประทับของพระศิวะ เทพเจ้าสูงสุดในศาสนาฮินดู คำว่า “พนมรุ้ง” ที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกอักษรขอมมาจากภาษาเขมรว่า “วนํรุง” มีความหมายว่าภูเขาอันกว้างใหญ่ และยังปรากฏชื่อผู้สร้างปราสาทแห่งนี้คือ นเรนทราทิตย์ เชื้อสายราชวงศ์มหิธรปุระที่ปกครองดินแดนแถบนี้และเป็นผู้เกี่ยวข้องกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ผู้สร้างปราสาทนครวัด

ความสมบูรณ์ของปราสาทหินพนมรุ้งยังมีให้เห็น เพราะอาคารส่วนใหญ่ไม่ได้สร้างขึ้นมาพร้อมกันหมดในคราวเดียว แต่มีการก่อสร้างและบูรณะต่อเนื่องกันมาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๘ โดยแบ่งออกเป็น ๔ สมัย ส่วนที่เก่าแก่ที่สุดคือ ปราสาทอิฐจำนวนสองหลัง สร้างราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๕ สมัยที่สองคือ ปราสาทน้อย สร้างราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖ มีรูปแบบศิลปะแบบบาปวน สมัยที่สามคือ ปราสาทหลังใหญ่เป็นประธานสร้างราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๗ มีรูปแบบศิลปะแบบนครวัด และสมัยสุดท้าย สร้างราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘ มีรูปแบบศิลปะแบบบายน ประกอบไปด้วยโบราณสถานสำคัญหลายแห่ง โดยได้รับการออกแบบเน้นความสำคัญเรียงตัวเป็นแนวเส้นตรงเข้าหาจุดศูนย์กลาง โดยมีปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลางหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เชื่อกันว่าเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ รูปเคารพที่สำคัญซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ และมีอาคารต่างๆ เรียงตัวแนวยาวตามความลาดชันของเขาพนมรุ้ง

ลานปราสาทชั้นในมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทประธานมีปราสาทอิฐสององค์และปรางค์น้อย ส่วนทางด้านหน้าของปราสาทประธานคือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสองหลังสร้างด้วยศิลาแลง มีประตูทางเข้าด้านเดียวเรียกว่า “บรรณาลัย” หรือหอสมุด เป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์ทางศาสนา สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ส่วนบริเวณรอบๆ มีพลับพลา บันได ลานด้านหน้าปราสาท สะพานนาคราชชั้นที่ ๑ ๒ และ ๓ ลานปราสาทและระเบียงชั้นนอก ซุ้มประตูระเบียงชั้นในและบารายหรืออ่างเก็บน้ำบริเวณเชิงเขา

นอกจากการเยี่ยมชมร่องรอยอารยธรรมโบราณของปราสาทหินพนมรุ้งแล้ว สภาพแวดล้อมของปราสาทหินแห่งนี้ยังมีความงดงามตามธรรมชาติ มีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่ว่าจะเป็นกฎข้อบังคับในการทิ้งสิ่งปฏิกูล มีเจ้าหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยประจำจุดต่างๆ มีการจัดภูมิทัศน์เป็นระเบียบสวยงาม มีป้ายรณรงค์ให้รักษาความสะอาด สิ่งเหล่านี้ นอกจากจะสร้างความรื่นรมย์ขณะเดินชมโบราณสถานแล้ว ยังส่งผลให้นักท่องเที่ยวเกิดความตระหนักในการใส่ใจดูแลแหล่งท่องเที่ยว เคารพในสถานที่ และปฏิบัติตามกฎระเบียบที่วางไว้

มหัศจรรย์ทางธรรมชาติของปราสาทหินพนมรุ้ง ทุกปีในช่วงเดือนเมษายนและกันยายน จะเป็นปรากฏการณ์แสงของพระอาทิตย์ขึ้น เดือนมีนาคมและตุลาคม จะเป็นปรากฏการณ์แสงของพระอาทิตย์ตก ที่นักท่องเที่ยวสามารถชมความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของพระอาทิตย์สาดแสงลอดทะลุประตูทั้ง ๑๕ บานของปราสาทหินพนมรุ้ง เปรียบเสมือนเป็นอุโมงค์ยาวราว ๗๖ เมตรได้อย่างพอดี

พักรับประทานอาหารกลางวัน หลังจากนั้นเดินทางไปปราสาทเมืองต่ำ หรือปราสาทหินเมืองต่ำ เทวสถานที่มีความงดงามและยังคงสภาพสมบูรณ์ที่สุดอีกแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ด้วยศิลปะเขมรแบบบาปวน สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ สันนิษฐานว่าสร้างถวายพระศิวะและเทพเจ้าองค์อื่นๆ ในศาสนาฮินดู เนื่องจากมีการขุดพบศิวลึงค์บริเวณปราสาทประธานซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะเทพเจ้าสูงสุดในลัทธิไศวนิกาย นอกจากนั้น ภาพสลักส่วนใหญ่ภายในปราสาทบ่งบอกเรื่องราวเกี่ยวกับการอวตารของพระวิษณุ จึงสันนิษฐานว่าพระวิษณุได้รับการนับถือในฐานะเทพเจ้ารองลงมา

การวางแผนผังสร้างปราสาทเมืองต่ำอยู่ในรูปแบบสถาปัตยกรรมกรอบสี่เหลี่ยมที่ลงตัว สิ่งก่อสร้างโดยรวมหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ประกอบด้วยกลุ่มปราสาทอิฐจำนวนห้าองค์ที่เปรียบเป็นสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุห้ายอด สร้างอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน องค์กลางแถวหน้าเป็นประสาทประธาน คงเหลือซากเพียงส่วนฐาน ส่วนอีกสี่องค์ยังมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ถัดไปคือบรรณาลัยสองหลังที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของกลุ่มปราสาทอิฐ เชื่อกันว่าเป็นสถานที่เก็บรักษาคัมภีร์หรือตำราทางศาสนา หรืออาจเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพต่างๆ ส่วนระเบียงคดมีลักษณะเป็นแนวกำแพงชั้นในของโบราณสถานล้อมรอบกลุ่มปราสาท ก่อสร้างด้วยหินทราย พื้นปูด้วยศิลาแลง บริเวณกึ่งกลางระเบียงคดทุกด้านก่อสร้างเป็นซุ้มประตูในแนวเดียวกันกับซุ้มประตูของกำแพงแก้ว ด้านนอกของระเบียงคดเป็นลานปราสาทมีสระน้ำอยู่สี่สระ ประดับด้วยพญานาค ๕ เศียรเลื้อยทอดตัวไปตามแนวขอบสระ สันนิษฐานว่าสระน้ำทั้งสี่นี้น่าจะเกี่ยวข้องกับข้อความในจารึกตัวอักษรเขมรโบราณมีความหมายคือ สายน้ำเป็นเครื่องรักษาเทวสถาน ถัดจากลานปราสาทเป็นกำแพงแก้วก่อด้วยศิลาแลง ตรงกึ่งกลางกำแพงมีซุ้มประตูก่อด้วยหินทรายอยู่ในแนวตรงกับซุ้มประตูของระเบียงคดทั้งสี่ทิศ ทางด้านทิศเหนือของปราสาทเมืองต่ำ มีสระน้ำหรือบารายขนาดใหญ่เรียกว่า ทะเลเมืองต่ำ เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคของชุมชน

สภาพแวดล้อมบริเวณปราสาทเมืองต่ำนั้นร่มรื่น มีต้นไม้สูงใหญ่เรียงรายไปทั่วบริเวณ เป็นอีกแห่งที่มีระบบจัดการด้านความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างดี มีการออกแบบรูปลักษณ์ถังขยะให้กลมกลืนกับธรรมชาติ ติดป้ายรณรงค์ให้ทิ้งสิ่งปฏิกูลในที่ที่จัดเตรียมไว้ ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ มีมัคคุเทศก์น้อยพาเดินเที่ยวชมและให้ข้อมูลเกี่ยวกับโบราณสถาน และเนื่องจากปราสาทเมืองต่ำตั้งอยู่ภายในชุมชนที่เข้มแข็ง ได้แก่ ชุมชนบ้านโคกเมือง ซึ่งยึดหลักการดำรงชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และให้ความสำคัญต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นคนในชุมชนเดินทางโดยใช้จักรยานเป็นหลัก เดินเล่นชมธรรมชาติริมน้ำ รับประทานอาหารท้องถิ่น พักผ่อนใต้ร่มเงาไม้น้อยใหญ่ นับได้ว่าจังหวัดบุรีรัมย์เป็นหนึ่งจังหวัดในภาคอีสานที่มีทั้งเรื่องราวประวัติศาสตร์ปราสาทหินพันปีที่งดงาม และชุมชนที่ยังเปี่ยมด้วยศรัทธาในการอนุรักษ์วัฒนธรรมความเป็นอยู่แบบพอเพียง

วันที่ 4

วันนี้จะพาไปสัมผัสชุมชนที่มีชีวิตผูกพันกับวิถีเกษตรอินทรีย์และเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม การทอผ้าไหม การแปรรูปสมุนไพร ตลอดจนการอนุรักษ์การทอเสื่อกกยกลายโดยกลุ่มผู้พิการ ณ ชุมชมเข้มแข็งแห่งบ้านโคกเมือง อำเภอประโคนชัย โดยผ่านกิจกรรมต่างๆ เริ่มตั้งแต่…

สาธิตกระบวนการผลิตข้าวฮางงอกอินทรีย์…จากข้าวหอมมะลิ ดินภูเขาไฟ
ด้วยผืนดิน ผืนนาอยู่ในบริเวณพื้นที่ภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว ดินบริเวณนี้จึงเกิดจากลาวาภูเขาไฟที่ปะทุออกมาแล้วย่อยสลายเป็นดิน จึงมีปริมาณแร่ธาตุสูง ทำให้ข้าวหอมมะลิพันธุ์ ๑๐๕ ที่ชาวบ้านโคกเมืองปลูกเป็นปกติมีธาตุอาหารอยู่ในเมล็ดข้าวสูงมาก โดยเฉพาะธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และแคลเซียม ที่สำคัญมีความหอมนุ่ม รสชาติดี และด้วยวิถีการปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ มีการนำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพมาใช้ ข้าวบ้านโคกเมืองจึงขึ้นชื่อว่าเป็นข้าวปลอดภัย รสชาติอร่อยไม่เหมือนใคร ต่อมาเกษตรกรภายในชุมชนรวมตัวกันจัดตั้ง ศูนย์ข้าวชุมชน โดยมีแนวคิดนำข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟ มาพัฒนาต่อยอดเป็นข้าวฮางงอก ซึ่งข้าวจะผ่านกรรมวิธีการผลิตเพื่อให้เมล็ดข้าวเกิดยอดอ่อนหรือจมูกข้าว เพิ่มคุณค่าทางสารอาหาร เช่น กาบา (GABA - Gamma Amino Butyric Acid) เป็นสารอาหารที่เกิดขึ้นในส่วนของจมูกข้าวและเกิดขึ้นในภาวะที่ข้าวกำลังงอก มีประโยชน์ช่วยให้ระบบเผาผลาญดีขึ้น และช่วยกระตุ้นฮอร์โมนที่สร้างการเจริญเติบโตของเซลล์ใหม่ให้กับร่างกาย ช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน และมะเร็งบางชนิด ขั้นตอนการผลิตข้าวฮางงอกมีความละเอียดอ่อนและใส่ใจดูแลในทุกกระบวนการ เริ่มตั้งแต่การคัดและทำความสะอาดข้าวเปลือก นำไปแช่น้ำ ๒๔ ชั่วโมง เสร็จแล้วตักใส่ถุงบ่มไว้อีก ๒๔ ชั่วโมง ช่วงที่ข้าวถูกบ่ม เป็นช่วงที่จมูกข้าวจะงอกออกมา เรียกว่า ยอดอ่อน เมื่อบ่มครบ ๒๔ ชั่วโมงแล้ว นำไปนึ่งประมาณ ๒๐ นาที แล้วตากแดด ๒-๓ ชั่วโมง หลังจากนั้นนำเข้าร่ม ผึ่งให้แห้งสนิท ก่อนจะนำไปเข้าโรงสีและกะเทาะเปลือก

สิ่งที่น่าภาคภูมิใจนอกเหนือจากการผลิตข้าวฮางงอกอินทรีย์ที่มีคุณภาพแล้ว เป้าหมายของศูนย์ข้าวชุมชน คือ ช่วยเหลือสมาชิกโดยรับซื้อเมล็ดข้าวที่แตกหักไม่สมบูรณ์ ซึ่งไม่สามารถนำไปทำพันธุ์ข้าวได้ มาทำเป็นข้าวฮางงอกเพราะถึงแม้จะเป็นเมล็ดข้าวที่แตกหัก แต่พอมาผ่านกระบวนการนึ่ง เมล็ดข้าวเหล่านี้จะมีคุณสมบัติในการยืดหยุ่นกลายเป็นเมล็ดที่สมบูรณ์เหมือนเดิมได้ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง อีกทั้งยังเพิ่มมูลค่าราคาข้าวให้สูงขึ้นด้วย

สาธิตการทำไอศกรีมข้าวกล้อง
ความพิเศษของข้าวกล้องบ้านโคกเมือง นอกจากหุงแล้วนุ่มน่ารับประทาน ชาวบ้านยังคิดค้นนำมาดัดแปลงทำเป็นไอศกรีมหอมหวานชื่นใจด้วย โดยมีขั้นตอนเริ่มจากนำข้าวไรซ์เบอร์รีและข้าวกล้องที่ผ่านกระบวนการแช่น้ำราว ๔-๕ ชั่วโมงและบ่มไว้ประมาณ ๖-๗ ชั่วโมงจนเกิดจมูกข้าว อย่างละ ๒ ขีดครึ่งมาปั่นรวมกับน้ำอย่างละครึ่งกิโลกรัม กรองด้วยผ้าขาวบาง ออกมาเป็นน้ำข้าว ๑ กิโลกรัม หลังจากนั้นผสมกะทิสด ๑ กิโลกรัม ใส่น้ำตาลทราย ๓ ขีด นมสด ๑ กระป๋อง นมข้นหวาน ๑ กระป๋อง ตามด้วยแป้งข้าวโพด ๑ ขีดเพื่อให้เนื้อไอศกรีมเนียนนุ่ม ใส่เกลือหนึ่งช้อนชาเพิ่มรสกลมกล่อม หลังจากผสมทุกอย่างรวมกันแล้ว นำไปตั้งไฟเคี่ยวพออุ่น เสร็จแล้วพักไว้จนเย็น และนำเข้าเครื่องปั่นไอศกรีม ใช้เวลาปั่นประมาณ ๑๕ นาที ซึ่งการปั่นไอศกรีมควรทำตอนกลางคืนหรือตอนอากาศเย็นๆ เนื้อไอศกรีมจะฟูเร็วขึ้น เมื่อปั่นเสร็จแล้วนำไปบรรจุในถังไอศกรีมที่อัดแน่นด้วยน้ำแข็งและเกลือ พักทิ้งไว้หนึ่งคืน จะได้ไอศกรีมข้าวกล้องที่หอม หวาน อร่อย เย็นชื่นใจ

ชมวิถีชีวิตชาวบ้านกับการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าลายผักกูด
ชาวบ้านโคกเมืองมีวิถีชีวิตอยู่กันแบบพอเพียง ปลูกข้าวรับประทานเอง ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าเป็นเครื่องนุ่งห่มใช้ในชีวิตประจำวัน เดินไปบ้านไหน ส่วนใหญ่จะเห็นผู้เฒ่าผู้แก่นั่งทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้าน สลับกับเลี้ยงหลานบ้าง ทำงานบ้านบ้าง เป็นภาพที่อบอุ่น สะท้อนการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ภายในหมู่บ้าน มีการตั้งกลุ่มเลี้ยงไหม ทอผ้า โดยมีสมาชิกมารวมตัวกัน หวังเพียงว่าจะได้อนุรักษ์การทอผ้าไหมของบ้านโคกเมืองให้คงอยู่ต่อไป นักท่องเที่ยวสามารถมาเยี่ยมชมวิธีการเก็บใบหม่อน เลี้ยงไหม ชมขั้นตอนการผลิตเส้นไหมเพื่อนำไปทอผ้า มีการสาธิตการทอผ้าในลวดลายต่างๆ ส่วนลายที่เป็นสัญลักษณ์ประจำบ้านโคกเมืองคือลายผักกูดซึ่งเลียนแบบมาจากภาพสลักข้างประตูปราสาทเมืองต่ำ และยังมีลายอื่นๆ ที่ชาวบ้านคิดค้นขึ้นมาเอง เช่น ลายจอมปราสาท ลายขอ และลายดอกแก้ว เป็นต้น ผ้าทุกผืนต่างมีลวดลายโดดเด่นผสมกับฝีมือการทอที่ประณีต ทำให้ผ้าทอของบ้านโคกเมืองมีความงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อร่อยมื้อกลางวันกับเมนูหลากสี
หมู่บ้านแห่งนี้ มองไปทางไหน จะเห็นแต่รั้วสีเขียว แซมด้วยสีเหลือง สีแดง สีม่วง หากเดินเข้าไปใกล้ๆ จะเห็นทั้งกระถิน อัญชัน พริก กะเพรา มะเขือเทศ และพืชผักอีกมากมายหลายชนิด บางบ้านนอกจากจะปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้แล้ว บริเวณบ้านยังมีแปลงผัก เช่น คะน้า ฟักทอง ผักบุ้ง ผักกาดขาว ไว้รับประทานอีกด้วย มื้อกลางวันนี้ จะได้อร่อยกับผักเหล่านี้ที่ชาวบ้านเก็บมาปรุงกันสดๆ กับรสชาติอาหารฝีมือพื้นถิ่น และเมนูหลากสีสัน ไม่ว่าจะเป็น ยำใบไม้ใบหญ้า ยำเห็ดภูเขาไฟ ข้าวจี่สมุนไพร ข้าวอัญชัน ข้าวขมิ้น ข้าวใบเตย ข้าวไรซ์เบอร์รี และหากมีแขกพิเศษมาเยือน จะมีเมนูไก่ต้มใบมะขามอ่อน แกงคั่วไก่บ้าน ไว้ต้อนรับ เสิร์ฟพร้อมน้ำสมุนไพรไทย เช่น น้ำใบย่านาง น้ำใบบัวบก น้ำอัญชัน นอกจากจะเป็นมื้อกลางวันที่มีสีสันสวยงาม รสชาติพื้นบ้านแท้ๆ แล้ว ยังมีความสด สะอาด และปลอดภัยด้วยเช่นกัน

ชาวบ้านโคกเมืองไม่ได้ต้องการแค่นำเสนอเมนูอาหารที่สดใหม่ แต่มีความตั้งใจให้ผู้มาเยือนได้บริโภควัตถุดิบมีคุณภาพปลอดสารพิษ เช่น สลัดผักที่นอกจากใช้ผักที่ปลูกเองแล้ว ไข่เป็ดที่รับประทานคู่กันก็เก็บมาจากเป็ดที่เลี้ยงตามธรรมชาติ จึงมีสารอาหารครบถ้วน ส่วนน้ำสลัดนั้นมีการซอยกระเทียมสดผสมลงไป มาจากแนวคิดการกินอาหารให้เป็นยาเพื่อรักษาสุขภาพและบำรุงร่างกาย โดยชุมชนได้จัดตั้งกลุ่มอาหารปลอดภัย สมุนไพรเพื่อสุขภาพ เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมการกิน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการปลูกและรวบรวมพืชผัก สมุนไพรพื้นบ้านต่างๆ นำมาประกอบอาหาร นักท่องเที่ยวเองก็สามารถร่วมเรียนทำอาหารท้องถิ่นกับชาวบ้านได้ ทั้งหมดนี้ นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงการใส่ใจด้านความปลอดภัยของผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการดำรงชีวิตบนพื้นฐานความพอเพียงด้วย

จิบชายามบ่าย พร้อมชมการคั่วชาสมุนไพร
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ผ่อนคลายกับชาอุ่นๆ ซึ่งใบชาทำมาจากสมุนไพรที่ปลูกภายในรั้วบ้าน ไม่ว่าจะเป็นใบหม่อน มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ ใบเตย ช่วยบำรุงหัวใจ ใบรางจืด ช่วยล้างพิษในร่างกาย และใบตะไคร้ รักษาโรคความดันโลหิตสูง พร้อมกับชมขั้นตอนการทำใบชา ตั้งแต่หั่นใบสด นำมาตากแห้ง และคั่วด้วยเตาถ่าน สำหรับการคั่วใบชาที่นี่จะไม่ใช้ตะหลิวหรือไม้พาย แต่จะใช้มือคั่วหรือพลิกใบชา หากอุณหภูมิร้อนเกินกว่าที่มือทนความร้อนได้ ต้องเอาถ่านในเตาออก เพื่อควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เกินประมาณ ๔๐ องศาเซลเซียส ถ้าสูงกว่านั้นจะทำให้สูญเสียสรรพคุณตัวยาในใบชา และไม่ควรคั่วชาในบริเวณที่ประกอบอาหาร เพราะกลิ่นและควันจะซึมเข้าใบชาได้ ส่วนการเก็บสมุนไพรที่นำมาทำเป็นใบชานั้น ต้องเก็บตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เพื่อให้ตัวยาในสมุนไพรยังอยู่ครบถ้วน และการบรรจุชา ต้องทำตอนมีแดดหรือตอนกลางวัน เพื่อไม่ให้ใบชาเกิดความชื้น เรียกได้ว่า ทุกขั้นตอนในการผลิตใบชาได้รับการใส่ใจในรายละเอียด ทำให้ใบชาที่นี่ นอกจากจะปลอดภัยแล้ว ยังมีคุณค่าทางตัวยาสูงด้วยเช่นกัน

เสื่อกกยกลายพนมรุ้ง…หนึ่งเดียวในอีสานใต้
ไม่ใช่แค่เลี้ยงหม่อน ทอผ้าไหม ปลูกข้าวดินภูเขาไฟ แต่ชาวบ้านโคกเมืองยังมีภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการทอเสื่อกกยกลาย ที่สำคัญไปกว่านั้น กลุ่มที่ทอได้ประณีตสวยงามคือกลุ่มผลิตภัณฑ์คนพิการ ผู้ฝากฝีมือการทอ “เสื่อยกลายปราสาทพนมรุ้ง” อันเป็นสินค้าโดดเด่นของจังหวัดบุรีรัมย์ให้ชื่นชม นอกจากเสื่อกกยกลายแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ เช่น กระเป๋า แจกัน กล่องกระดาษทิชชู ให้ได้เลือกซื้อเป็นสินค้าที่ระลึก ก่อนกลับ…ลองสังเกตบ้านหลายๆ หลัง นอกจากจะปลูกพืชผักเป็นรั้วกินได้แล้ว ยังปลูกต้นกกไว้ริมรั้ว สำหรับนำมาทอเสื่อ เมื่อต้องการใช้กก เพียงเดินไปหน้าบ้านก็ตัดมาใช้งานได้แล้ว ไม่ต้องเดินทางไกล ไม่ต้องขนส่งให้เปลืองพลังงาน เป็นการช่วยลดโลกร้อนได้อีกทาง

หมู่บ้านสีเขียว หมู่บ้านโคกเมือง
ไม่น่าแปลกใจหากจะยกให้บ้านโคกเมืองเป็นหมู่บ้านต้นแบบในการใช้ชีวิตแบบพอเพียง เป็นชุมชนสีเขียวที่ไม่ได้ดูแลแค่ถนนหนทางให้สะอาดสะอ้าน หรือจุดทิ้งสิ่งปฏิกูลอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเท่านั้น แต่ยังดูแลเอาใจใส่ด้านสุขภาพด้วยการปลูกข้าวอินทรีย์ ปลูกผักสวนครัวกินเอง ปลูกสมุนไพรรักษาโรค และยังเป็นหมู่บ้านที่มีแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญ มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง มีภูมิปัญญาท้องถิ่น ชุมชนร่วมใจกันอนุรักษ์ทรัพยากรของตนให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

วันที่ 5

เช้าวันสุดท้าย ออกเดินทางไปชุมชนบ้านเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ชุมชนที่จะถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการกำเนิดผ้าภูอัคนี และการอนุรักษ์ป่า ซึ่งชาวบ้านเจริญสุขมีความศรัทธา ร่วมแรงร่วมใจกันรักษาทรัพยากรป่าไม้มากว่ายี่สิบปี เพราะเชื่อว่า ทรัพยากรเหล่านี้ให้ชีวิต ให้อาชีพ โดยเป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งเรียนรู้ ตลอดจนเป็นแหล่งสร้างรายได้จากการทอผ้าภูอัคนีจนถึงทุกวันนี้พร้อมอนุรักษ์ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

ป่าไม้คือหัวใจของชุมชน
ตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ กลุ่มชาวบ้านจำนวนหนึ่งลุกขึ้นมาดูแลป่าของตนเอง ด้วยเล็งเห็นว่าทรัพยากรป่าไม้นั้นมีคุณค่านานับประการ จึงรวมกลุ่มกันเป็นราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า มีการจัดเวรยามลาดตระเวนป่า โดยผู้หญิงจะออกตรวจเวลากลางวัน ผู้ชายจะออกตรวจเวลากลางคืน มีการออกกฎระเบียบต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน เช่น ห้ามตัดไม้ ห้ามทิ้งขยะ ห้ามเผาไม้ ห้ามทำลายป่า ห้ามนำจอบหรือเสียมไปขุดต้นไม้ให้เกิดความเสียหาย ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีการต่อยอดสอนให้ลูกหลานรู้ข้อจำกัดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร สอนให้รู้ถึงคุณค่าและการดูแลรักษาอย่างยั่งยืน โดยบรรจุอยู่ในหลักสูตรการเรียนตั้งแต่ชั้นประถมถึงมัธยม ด้วยความรัก ความศรัทธา และความหวงแหนทรัพยากรป่าไม้ ทำให้ปัจจุบัน ชุมชนบ้านเจริญสุขมีป่าไม้ที่เขียวชอุ่ม มีสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้น และมีพืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ทั้งปี

“ป่าชุมชนของเราเป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นทั้งแหล่งอาหารของหมู่บ้าน ของตำบล ของอำเภอ ชาวบ้านไม่มีใครไม่รู้ว่าชุมชนนี้หวงแหนอะไรบ้าง เก็บรักษาอะไรบ้าง การร่วมกันรักษาป่า ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ต่อยอดมาถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นการทอผ้าภูอัคนี” คุณสำรวย ศรีมะเรือง ประธานกลุ่มทอผ้าภูอัคนี กล่าวไว้ด้วยความมุ่งมั่น

ดินภูเขาไฟ…กำเนิดผ้าภูอัคนี
ด้วยชีวิตของชาวบ้านเจริญสุขเติบโตมากับการทอผ้าตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ มีการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และย้อมดินโคลนมานานแล้ว แต่เมื่อต้นทุนการเลี้ยงไหมค่อนข้างสูง จึงหันมาใช้ฝ้ายในการทอผ้าแทน ต่อมาเมื่อปี ๒๕๕๐ เริ่มสังเกตเวลาที่ขึ้นเขาเข้าป่า เศษดินที่ติดตามชายเสื้อ ชายกางเกง มีสีแดงผิดปกติ เลยเก็บตัวอย่างดินมาทดลองย้อมกับผ้าฝ้าย ผลปรากฏว่าผ้ามีสีน้ำตาลเข้มสวยงาม อีกทั้งยังหนานุ่มเป็นพิเศษ จึงเป็นที่มาของผ้าภูอัคนีในปัจจุบัน

ชมขั้นตอนการผลิตผ้าภูอัคนี
เริ่มตั้งแต่การไปเก็บดินและวัตถุดิบธรรมชาติต่างๆ โดยสถานที่เก็บดินนั้นคือ บริเวณเนินเขาด้านทิศตะวันออกของเขาดินแดง เป็นหนึ่งในเขาบริวารของเขาพระอังคาร ภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว ดินบริเวณนี้จะมีสีแดงเข้มต่างจากดินบริเวณอื่น การเก็บดินนั้นจะเก็บเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการเก็บหน้าดิน เนื้อดินจะนุ่มละเอียด ส่วนที่สองคือการขุดลึกลงไปสองเมตรครึ่ง เนื้อดินจะจับตัวเป็นก้อนและมีสีขาวปน เมื่อเก็บทั้งสองส่วนแล้ว นำมาทำความสะอาดโดยใช้ตะแกรงร่อนเอาเศษหิน เศษใบไม้ออก เสร็จแล้วนำดินในส่วนที่เป็นก้อน ไปแช่น้ำที่มีส่วนผสมของไม้ประดู่เพื่อให้เนื้อดินเปื่อยยุ่ย ส่วนหน้าดินที่เนื้อละเอียดอยู่แล้ว สามารถนำไปผสมกับน้ำไม้ประดู่ใช้ได้เลย จะผสมมาก ผสมน้อย แล้วแต่ความเข้มของสีที่ต้องการ เมื่อเสร็จกระบวนการแช่ดินจนเปื่อยกลายเป็นน้ำโคลนแล้ว นำฝ้าย ๑ กิโลกรัมมาหมักโดยใช้มือขยำให้ดินโคลนเข้าไปถึงแกนของฝ้าย หมักทิ้งไว้ ๔ ชั่วโมง แล้วนำไปต้ม ฝ้าย ๑ กิโลกรัม ใช้น้ำไม้ประดู่ต้ม ๑๕ ลิตร ต้มอย่างน้อย ๑ ชั่วโมง เพื่อให้สีซึมซับลงไปในฝ้ายให้มากที่สุด ระหว่างการต้มต้องกวนเส้นฝ้ายตลอดเวลาเพื่อให้สีติดเสมอกันทุกเส้น เมื่อต้มเสร็จแล้ว ไปผึ่งให้เย็น แล้วนำมาตากแดด สังเกตจนกว่าจะแห้ง เมื่อฝ้ายแห้งแล้ว นำมากลอให้เป็นหลอด เพื่อเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการออกแบบ และการทอต่อไป

วัตถุดิบจากธรรมชาติที่นำมาย้อมฝ้ายไม่ได้มีเพียงดินภูเขาไฟ ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน ยังคิดค้นนำเอาฝุ่นของหินบะซอลต์ ซึ่งมีสีเทา นำมาผสมกับสีของดอกอัญชันที่ให้สีฟ้าคราม รวมกันเป็นสีเทาฟ้า โดดเด่นสวยงาม อีกทั้งยังมีเปลือกกระโดน ให้สีน้ำตาลอ่อน ใบสมอ ให้สีเขียวเข้ม ใบยูคาลิปตัส ให้สีเขียวอมเหลือง เปลือกมะพูด ให้สีเหลืองอ่อน ขมิ้น ให้สีเหลืองเข้ม ฝาง ให้สีแดงอมชมพู และครั่ง ให้สีแดงเข้ม ส่วนลวดลายต่างๆ ที่ใช้ทอมีลายสายฝนภูอัคนี ซึ่งเป็นลายเอกลักษณ์ประจำหมู่บ้าน และยังมีลายที่คิดค้นขึ้นใหม่ เช่น ลายตาข่าย ลายสไลด์สลับ เป็นต้น นักท่องเที่ยวที่ไปเยี่ยมชม สามารถสนับสนุนชุมชนโดยการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าภูอัคนีทั้งในรูปแบบผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ เสื้อสำเร็จรูป ฯลฯ ได้

ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เรียนรู้แหล่งวัฒนธรรม
นอกจากเรียนรู้เรื่องผ้าภูอัคนีแล้ว ชุมชนบ้านเจริญสุขยังมีเส้นทางเดินเท้าศึกษาธรรมชาติในป่าของเขาพระอังคาร ระยะทาง ๗ กิโลเมตร โดยมีกลุ่มราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่านำทางไปชมปากปล่องภูเขาไฟที่ยังมองเห็นได้ชัดเจน ระหว่างทาง สามารถศึกษาพันธุ์ไม้ พืช สมุนไพร ผักป่าต่างๆ ได้ อีกทั้งบนเขาพระอังคารยังเป็นที่ตั้งของวัดเขาอังคารที่สวยงาม บนยอดของอุโบสถบรรจุพระอังคารธาตุให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชา นอกจากนั้นยังมีโบราณวัตถุสำคัญคือ ใบเสมาหินบะซอลต์สมัยทวารวดี ซึ่งพบเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยตั้งอยู่รอบอุโบสถ ปัจจุบัน ชาวบ้านเจริญสุขยังยึดถือประเพณีฮีตสิบสอง คองสิบสี่ ที่ปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยทุกเดือนจะมีงานบุญต่างๆ เช่น งานบุญผะเหวด งานบุญสงกรานต์ งานบุญบั้งไฟ เป็นต้น และจากประเพณีนี้เอง ได้มีการต่อยอดไปถึงลูกหลานโดยจัดอบรมเรื่องศีลธรรม จริยธรรม เพื่อปูรากฐานและเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เยาวชน พร้อมทั้งรณรงค์ให้ชนรุ่นหลังเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และประเพณีให้คงอยู่สืบไป

ชุมชนน่าอยู่ ชุมชนเจริญสุข
ได้เรียนรู้และสัมผัสวิถีการดำเนินชีวิตของชาวบ้านเจริญสุข นับว่าสมชื่อหมู่บ้าน “เจริญสุข” อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลรักษาป่าชุมชน การอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น การนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์และปลูกป่าทดแทน รณรงค์ให้เยาวชนหันมาสนใจประเพณีพื้นบ้าน มีการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มแข็ง จัดตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านคอยตรวจตราดูแลรักษาความสะอาดของแหล่งน้ำ ถนน มีการคัดแยกขยะและจัดตั้งกองทุนรับซื้อขยะของแต่ละครัวเรือน ทั้งหมดนี้ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงพลังและความมุ่งมั่นของชาวบ้านเจริญสุขที่พัฒนาให้ชุมชนตนเองน่าอยู่และมีความสุขอย่างยั่งยืน

เส้นทางตามรอยปราสาทขอมพันปี ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าภูอัคนี ชุมชนแห่งความพอเพียง
เป็นเส้นทางที่เล่าขานตำนานและประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่เรื่องราวการกำเนิดดินแดนภูเขาไฟ การขยายอาณาจักรเขมร เกิดเป็นปราสาทหินน้อยใหญ่ เริ่มมีคนอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาจนกลายเป็นแหล่งชุมชน ด้วยดินที่มีแร่ธาตุจากลาวาภูเขาไฟ ทำให้พืชไร่ และผลิตผลทางการเกษตรมีความอุดมสมบูรณ์ จนเกิดเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น นำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์โดดเด่นสร้างรายได้ให้กับชุมชน ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่เชื่อมโยงตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทุกอย่างเริ่มต้นจากแค่ผืนดินและก้อนหิน เจริญงอกงามมาเป็นชุมชนเข้มแข็ง ยึดถือหลักเศรษฐกิจพอเพียงและมีจิตอนุรักษ์ทรัพยากรของตนด้วยชีวิตและจิตใจ ด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่น ทำให้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางการท่องเที่ยวสีเขียวที่ยั่งยืนและอยู่ในความทรงจำ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง
สำนักงานวนอุทยานภูเขาไฟกระโดง
โทรศัพท์ ๐ ๔๔๖๓ ๗๓๔๙
Facebook : khaokradongvolcano
อีเมล์ : khaokradongvolcano@gmail.com
นายรณภพ ณรงค์ (หัวหน้าวนอุทยานฯ)โทรศัพท์๐๘ ๑๔๗๐ ๑๐๒๒

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
โทรศัพท์ ๐ ๔๔๖๖ ๖๒๕๑
โทรสาร ๐ ๔๔๖๖ ๖๒๕๒
เปิดบริการ ทุกวัน เวลา ๐๖.๐๐-๑๘.๐๐ น.

ปราสาทเมืองต่ำ
โทรศัพท์ ๐ ๔๔๖๖ ๖๒๕๑
โทรสาร ๐ ๔๔๖๖ ๖๒๕๒
เปิดบริการ ทุกวัน เวลา ๐๖.๐๐-๑๘.๐๐ น.

ชุมชนบ้านโคกเมือง
คุณอำไพ จันทร์วงศ์
โทรศัพท์ ๐๘ ๔๗๕๗ ๕๓๖๓
Facebook : Ampai Chanwong
E-mail : ampaichanwong@gmail.com

ชุมชนบ้านเจริญสุข
คุณสำรวย ศรีมะเรือง
โทรศัพท์ : ๐๘ ๙๕๒๖ ๖๐๗๑, ๐๘ ๕๖๓๒ ๗๖๒๙
Facebook : ผ้าพันคอภูอัคนี

ตัวอย่างที่พักและร้านอาหารในเส้นทางนี้

ที่พักในอำเภอนางรอง
โรงแรมพนมรุ้งปุรี
โทรศัพท์ : ๐๘ ๖๓๓๖ ๖๖๑๘, ๐ ๔๔๖๓ ๒๒๒๒
Website : www.phanomrungpuri.co.th
E-mail : info@phanomrungpuri.co.th

เดอะพาร์ค นางรองรีสอร์ท
โทรศัพท์ : ๐๘ ๔๔๖๓ ๓๗๗๘, ๐ ๔๔๖๓ ๓๗๗๘
เว็บไซต์ : www.theparknangrong.com
Facebook : The Park Nangrong Resort
E-mail : theparknangrong@yahoo.com

โรงแรมเอกลดา
โทรศัพท์ : ๐ ๔๔๖๒ ๒๑๙๙
เว็บไซต์ : www.akeladahotel-buriram.com
Facebook : Akelada Hotel, Nang Rong Buriram
E-mail : akelada_hotel@hotmail.com

สวนหมากรีสอร์ท
โทรศัพท์ : ๐๙ ๓๑๐๖ ๑๙๗๘, ๐ ๔๔๖๒ ๒๓๓๕
เว็บไซต์ : www.suanmakresort.com
E-mail : marksod-nr@hotmail.com

ซี แอนด์ ซี รีสอร์ทนางรอง
โทรศัพท์ : ๐ ๔๔๖๕ ๗๑๔๕-๗
เว็บไซต์ : www.โรงแรมบุรีรัมย์.net
E-mail : fon99999@hotmail.com

ร้านอาหารแนะนำในอำเภอนางรอง
ร้าน On The Way
โทรศัพท์ : ๐๙ ๘๑๐๒ ๑๖๙๖
เปิดบริการ :
วันจันทร์ เวลา ๑๑.๐๐-๒๔.๐๐ น.
วันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา ๑๑.๐๐-๒๔.๐๐ น.
(หยุดวันอังคาร)
Facebook : On The Way ' Cafe & Restaurant

ยายย่า Balcony
โทรศัพท์ : ๐๘ ๔๒๙๘ ๑๖๑๔
เปิดบริการ :
วันจันทร์-วันเสาร์ เวลา ๑๖.๐๐-๒๔.๐๐ น.(หยุดวันอาทิตย์)
Facebook : ยายย่า Balcony

จิ้งนำขาหมู นางรอง
โทรศัพท์ : ๐ ๔๔๖๓ ๑๔๗๓, ๐๘ ๑๗๙๐ ๔๘๐๘
เปิดบริการ :
ทุกวัน เวลา ๐๗.๐๐-๒๐.๐๐ น.
Facebook : ขาหมูจิ้งนำนางรอง

ร้านลักษณา ขาหมูตุ๋นยาจีน
โทรศัพท์ : ๐๘ ๗๙๖๓๑๓๑๙, ๐ ๔๔๖๓ ๑๓๑๙
เปิดบริการ :
ทุกวัน เวลา๐๘.๐๐-๒๐.๐๐ น.

Oasis นางรอง
โทรศัพท์ : ๐๘ ๗๒๔๔ ๖๓๑๔
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา ๑๐.๓๐-๒๒.๐๐ น.

สวนอาหารตำนานไม้
โทรศัพท์ : ๐๘ ๗๙๖๐ ๑๖๓๖, ๐ ๔๔๖๒ ๔๖๓๓
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา ๑๐.๐๐-๒๓.๐๐ น.
Facebook : สวนอาหารตำนานไม้

ร้านอาหารใกล้เคียงปราสาทหินพนมรุ้ง / ปราสาทเมืองต่ำ
ร้านอาหารครัวอนงค์ พนมรุ้ง
โทรศัพท์ : ๐๘ ๙๙๔๕ ๘๐๘๙, ๐๘ ๙๘๔๗ ๖๕๓๙, ๐๙ ๖๑๘๐ ๒๑๓๐
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น.

ร้านวาริน
โทรศัพท์ : ๐๘ ๓๗๒๒ ๙๗๗๘
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น.

ทวีชัยไก่ย่าง
โทรศัพท์ : ๐๘ ๐๔๘๒ ๕๖๘๙, ๐๘ ๑๘๗๙ ๘๐๕๓
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา ๐๗.๓๐-๑๗.๐๐ น.

ร้านใกล้เคียงวนอุทยานภูเขาไฟกระโดง
ร้านอาหารสองพี่น้อง-ไดโนเสาร์ บุรีรัมย์
โทรศัพท์ : ๐๘ ๑๒๖๔ ๔๘๖๒, ๐๘ ๖๒๕๘ ๘๘๕๐, ๐ ๔๔๖๓ ๗๑๗๕
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา ๐๗.๐๐-๒๐.๐๐ น.
Facebook : ร้านอาหารสองพี่น้อง-ไดโนเสาร์ บุรีรัมย์