Amazing Green Route
เส้นทางมรดกภูมิปัญญาผ้าทอล้านนา วิถีรักษ์สุขภาพ สู่เมืองขุนเขาและสายหมอก สัมผัสลมหายใจแห่งวิถีธรรมชาติและความเรียบง่ายบนผืนนา
จังหวัดเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน

เส้นทางมรดกภูมิปัญญาผ้าทอล้านนา วิถีรักษ์สุขภาพ สู่เมืองขุนเขาและสายหมอก สัมผัสลมหายใจแห่งวิถีธรรมชาติและความเรียบง่ายบนผืนนา

จังหวัดเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน

เริ่มต้น

จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือตอนบน อดีตศูนย์กลางอาณาจักรล้านนา ดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลเข้ามาเยี่ยมชมด้วยเสน่ห์ของวัดวาอาราม สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่สวยงาม อีกจุดหมายปลายทางของผู้แสวงหาความสงบ หลีกเร้นความวุ่นวาย คืออำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขาของเมืองสามหมอก มีวิถีความเป็นอยู่ที่เนิบช้า แฝงความเก๋ไก๋ด้วยร้านรวงและที่พักของเหล่าศิลปิน ทว่าทั้งสองจังหวัดยังมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน ผู้คนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ฝากรากเหง้าทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตไว้ให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป

เส้นทางท่องเที่ยวนี้จะพาไปเรียนรู้วิถีชุมชนที่ยังคงอัตลักษณ์ท้องถิ่นไว้อย่างเหนียวแน่น เริ่มต้นจากจังหวัดเชียงใหม่ที่บ้านไร่กองขิง ปั่นจักรยานชมธรรมชาติ ชมสวนเกษตรผสมผสาน แนวคิดการดำรงชีพตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนเมือง ต่อจากนั้นไปเยือนแหล่งสืบสานผ้าทอล้านนาที่บ้านไร่ใจสุข สถานที่ต่อยอดภูมิปัญญาการทอผ้าด้วยหัวใจ เรียนรู้เรื่องผ้าทอแล้ว ออกเดินทางไปสัมผัสวิถีชาวปกาเกอะญอที่บ้านแม่ปิง อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน หมู่บ้านที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและวิถีอันเรียบง่ายตามท้องนา เยี่ยมเยือนบ้านแพมบก ชุมชนชาวไทยใหญ่ เรียนรู้วัฒนธรรมการกินอยู่ รวมถึงขึ้นไปเที่ยวดอยเมี่ยง ดอยธง ชมทัศนียภาพของเมืองปาย ปิดท้ายด้วยการจิบชา ชมหมอกที่หมู่บ้านสันติชล ชุมชนคนจีนยูนนาน ทั้งหมดนี้ อาจเป็นเส้นทางที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ สัมผัสอีกมิติแห่งการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายของชาติพันธุ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการอนุรักษ์ธรรมชาติด้วยพลังของชุมชน

วันที่ 1

เริ่มต้นที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชน บ้านไร่กองขิง ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง สิ่งแรกที่ได้สัมผัสคือ รอยยิ้มของชาวบ้านที่มาคอยต้อนรับ มีการแนะนำสถานที่ แนะนำกิจกรรมที่จัดเตรียมไว้ แสดงถึงความเอาใจใส่และบ่งบอกถึงความร่วมแรงร่วมใจในชุมชน ตัวอย่างกิจกรรมต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวจะได้ร่วมทำคือ ปั่นจักรยานชมธรรมชาติรอบชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง เรียนรู้เรื่องสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ชมแปลงเกษตรปลอดสารพิษ ชมศิลปะการแสดงและดนตรีพื้นบ้าน เช่น พร้อมสัมผัสบรรยากาศกาดก้อม ซึ่งจำลองตลาดของชาวล้านนาสมัยอดีต เป็นต้น

การมาเที่ยวบ้านไร่กองขิง ควรติดต่อล่วงหน้า ทางชุมชนจะได้จัดเตรียมพื้นที่ทำกิจกรรม เมื่อมาเยือนแล้ว แนะนำให้เปิดใจเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมของชุมชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นสืบไป

ปั่นสองน่อง ท่องรอบบ้าน
เริ่มต้นกิจกรรมด้วยการปั่นจักรยานเที่ยวชมรอบหมู่บ้าน ช่วงเวลาที่เหมาะสมไม่ควรเกินแปดโมงเช้า แดดอ่อนๆ หรือใครสะดวกช่วงเย็น แนะนำเป็นช่วงสี่โมงเย็นจนถึงก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ด้วยชุมชนตั้งอยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย และพื้นที่ของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี รวมไปถึงเชื่อมต่อกับอุทยานหลวงราชพฤษ์ เส้นทางปั่นจักรยานของบ้านไร่กองขิง จึงมีทัศนียภาพงดงาม อากาศดี เย็นสบาย ผ่านแมกไม้ สวนสาธิตพันธุ์ไม้ สมุนไพร ของอุทยานหลวงราชพฤกษ์ สามารถหยุดแวะชมได้ ระหว่างทางยังมีทิวทัศน์ภูเขา วัดวาอารามให้เยี่ยมชม สร้างความเพลินใจได้ไม่น้อยตลอดระยะทาง ๓ กิโลเมตร ทางชุมชนยัง มีการจัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลทั้งนำหน้าและปิดท้ายขบวนจักรยาน ผู้นำขบวนจะถือธงสีส้ม โบกเป็นสัญลักษณ์ให้รถที่กำลังแล่นมารับรู้ พร้อมทั้งคอยส่งสัญญาณให้กับผู้ปั่นทุกคนทราบว่าสามารถข้ามถนนได้แล้ว

รักษ์สุขภาพ ด้วยภูมิปัญญาสมุนไพร
ปั่นจักรยานเสร็จแล้ว กลับมาที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน หลังจากนั้น เริ่มกิจกรรมภาคบ่ายด้วยการชมผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร ในอดีตบ้านไร่กองขิงมี หมอเมือง หรือหมอรักษาแผนโบราณที่ขึ้นชื่อด้านศาสตร์การบำบัดโรคด้วยสมุนไพร ดังนั้นทั้งหมู่บ้านจึงนิยมปลูกสมุนไพรเพื่อใช้ทำยา ปัจจุบันชาวบ้านได้นำมาต่อยอด จัดตั้งเป็น กลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรท้องถิ่น สุข-สยาม ทำผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เช่น ลูกประคบ ยาดมแบบโบราณ ยาหม่อง สบู่ และสเปรย์ฉีดไล่ยุงไล่แมลง นอกจากชมผลิตภัณฑ์แล้ว ยังมีกิจกรรมให้ทดลองทำลูกประคบ สอนพับใบเตยเป็นรูปดอกกุหลาบ และแบบพุ่มหุ้มผลมะกรูด ไว้สำหรับวางในรถหรือมุมบ้าน เพิ่มความหอมสดชื่น นอกจากนี้ใบเตยและมะกรูดที่นำมาใช้นั้น ยังปลูกกันเองในหมู่บ้าน รับรองความสด สะอาด และปลอดภัย

ย่ำขาง ภูมิปัญญาแก้ปวดเมื่อยด้วยความร้อน
กิจกรรมถัดมาคือ การย่ำขาง เป็นภูมิปัญญาของหมอเมืองและเป็นการรักษาแบบล้านนาที่สืบต่อกันมาช้านาน เมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดกล้ามเนื้อ อาการชา เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ผู้นวดจะใช้เท้าจุ่มน้ำมันไพลและย่ำลงไปบน “ขาง” ที่เผาไฟแล้วมาเหยียบทาบลงบนส่วนต่างๆ ของร่างกายที่มีอาการเจ็บปวด ซึ่งหลังจากนวดเสร็จจะรู้สึกสบายตัวและผ่อนคลายยิ่งขึ้น “ขาง” เป็นโลหะเหล็กผสมพลวง มักนำไปหล่อเป็นใบขางหรือผานไถนา เชื่อกันมาแต่โบราณว่ามีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ เพราะสามารถใช้ไถนาเพื่อปลูกข้าวเลี้ยงคน ในตัวขางมีแร่ธาตุบางอย่างใช้เป็นยารักษาโรค เช่น เด็กที่มีอาการเจ็บปากเจ็บลิ้น เมื่อดื่มน้ำแช่ขางที่เผาไฟแล้ว อาการจะทุเลาลง หมอเมืองเชื่อว่าความร้อนจากขางจะซึมเข้าไปในร่างกายได้ง่ายกว่าโลหะชนิดอื่น

ปัจจุบันบ้านไร่กองขิงมีหมอย่ำขางคนเก่าแก่เพียงคนเดียวคือ พ่อสงวน บัวออน หมอย่ำขางต้องรักษาศีลและสัจจะ ปฏิบัติถูกต้องต่อครูบาอาจารย์ เชื่อกันว่ายิ่งปฏิบัติตนดีเท่าไร การรักษายิ่งมีประสิทธิภาพมากเท่านั้น ก่อนการย่ำขางทุกครั้งต้องวางขันครู คือวางขันใส่เครื่องบูชา ท่องคาถาไหว้ครู และคาถาเพื่อการรักษาเสียก่อน จึงเริ่มนวดได้

ชมสวน เก็บผัก เรียนรู้วิถีพอเพียง
บ่ายคล้อย เหมาะสำหรับกิจกรรมถัดไปคือ เดินชมสวนและเก็บผักจากแปลงเกษตรชุมชน เพื่อนำมาปรุงอาหาร ปัจจุบันการทำเกษตรในชุมชนเกือบทั้งหมดเป็นวิถีเกษตรอินทรีย์ เพราะตระหนักถึงอันตรายของสารเคมีตกค้าง จึงหันมาปลูกผักปลอดภัยไร้สารพิษ เน้นบริโภคเองในชุมชน นอกจากจะมีแปลงผักและพืชสมุนไพรส่วนตัวของแต่ละบ้านแล้ว ชุมชนยังมีพื้นที่ส่วนกลาง จัดเป็นสวนเกษตรชุมชน ใครจะมาช่วยกันปลูกอะไรก็ได้ สลับกันมาดูแล เก็บกินเก็บใช้ได้อย่างอิสระ บนเงื่อนไขที่ต้องมีการปลูกทดแทน ใครกินส่วนไหน ก็ปลูกคืนตามส่วนนั้น นับเป็นวิถีความพอเพียงที่น่านำไปเป็นแบบอย่าง

อิ่มท้องกาดก้อม ม่วนใจ๋การแสดงล้านนา
ยามเย็น ที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนถูกจัดและตกแต่งเป็นกาดก้อม หรือตลาดโบราณทางภาคเหนือ มีเอกลักษณ์คือวางสินค้าขายบนพื้นหรือบนก้อม (แคร่ไม้ไผ่) อาหารถูกจัดวางในกระทงเล็กๆ ที่ทำจากใบตอง มีเมนู เช่น ไข่ป่าม ไข่ตีขึ้นฟู ปรุงรสด้วยน้ำปลา ต้นหอมซอย ปิ้งบนใบตองจนหอมฉุย หมี่คั่ว เส้นขนมจีนผัดปรุงรสออกหวานเค็ม โรยด้วยพริกชี้ฟ้าแดงซอยเป็นเส้น กระเทียมเจียว รสชาติเข้ากันได้ดี ข้าวต้มหัวหงอก คล้ายข้าวต้มมัด แต่ขนาดใหญ่กว่า และข้าวเหนียวหุงด้วยน้ำใบเตย หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ โรยด้วยมะพร้าวขูดหวานมัน นอกจากนี้ยังมีน้ำสมุนไพร และไอศกรีมโบราณ หรือไอติมหมุน ให้เป็นของว่างรองท้องก่อนถึงมื้อเย็น

ช่วงหัวค่ำ ชุมชนเสิร์ฟอาหารด้วย ชุดขันโตก เน้นเมนูอาหารพื้นบ้าน เช่น ไส้อั่ว แคบหมู น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกตาแดง นอกจากนี้ยังมี ตำบะหนุน หรือน้ำพริกขนุนอ่อนรสชาติออกเค็ม ยำจิ๊นไก่ ไก่ต้มฉีกฝอย นำไปต้มกับสมุนไพรนานาชนิด รสชาติออกเผ็ดคล้ายต้มยำ แกงแค แกงรวมผักหลายชนิด ที่ขาดไม่ได้คือใบชะพลู ทำให้รสชาติเข้มข้น แถมยังกินแล้วสุขภาพดี ยกมาพร้อมข้าวเหนียวร้อนๆ และน้ำสมุนไพร ระหว่างมื้อมีการแสดงของเยาวชนกลุ่มรักษ์บ้านเกิด เริ่มจากการตีกลองสะบัดชัยต้อนรับ รำขันดอก รำวงย้อนยุคของกลุ่มแม่บ้าน แต่งตัวสีสันสดใส ต่อด้วยการบรรเลงสะล้อซอซึงจากกลุ่มพ่อเฒ่าพ่อแก่ กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแค่ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเรียนรู้ แต่ยังส่งผลให้ชาวชุมชน โดยเฉพาะลูกหลาน ได้เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาและสืบสานวิถีพื้นบ้านต่อไป เป็นการส่งท้ายค่ำคืนแห่งความประทับใจ

ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านไร่กองขิง
โทร.
คุณสมศักดิ์ อินทะชัย (ผู้ใหญ่บ้าน) ๐๙ ๒๕๑๕ ๕๖๕๒
คุณสุพรรณ อินทะชัย ๐๖ ๑๑๙๕ ๙๕๕๑
Facebook: ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านไร่กองขิง
อีเมล์: : inthachai33@gmail.com, spk3003@gmail.com
หมายเหตุ: ควรนัดหมายล่วงหน้า

วันที่ 2

สัมผัสผ้าด้วยหัวใจ ณ บ้านไร่ใจสุข
เริ่มต้นวันที่สองด้วยการไปเรียนรู้เรื่องผ้าทอล้านนาที่ บ้านไร่ใจสุข ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ บ้านแห่งนี้ก่อตั้งจากหัวใจที่หลงรักในผืนผ้าของคุณนุสรา เตียงเกตุ ชาวจังหวัดนครพนม ถึงแม้จะไม่ใช่ชาวเชียงใหม่แต่กำเนิด แต่ด้วยวิถีชีวิตช่วงหนึ่งที่ได้ย้ายไปอยู่ที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้ได้รู้จักกับผ้าทอที่มีความงดงาม และได้เรียนรู้ว่าการทอผ้าของชาวแม่แจ่มเปรียบเสมือนลมหายใจและวิถีชีวิตของชาวชุมชน มีมิติชวนหลงใหล น่าค้นหา จึงเริ่มศึกษาเก็บข้อมูล ปรับเปลี่ยนวิถีการนุ่งห่มของตนเองโดยหันมาใช้ผ้าทอ ชาวบ้านแต่งตัวเช่นไรก็แต่งเช่นนั้น สนับสนุนให้ชุมชนอนุรักษ์การทอผ้า หาช่องทางให้ผ้าทอแม่แจ่มเป็นที่รู้จักจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ ทำให้ชุมชนเกิดความภูมิใจในสมบัติทางภูมิปัญญาอันล้ำค่าที่มี

คลังผ้าแห่งล้านนา
กว่า ๒๐ ปีที่คุณนุสราได้ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจทำให้ผ้าทอแม่แจ่มเป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะซิ่นตีนจก ขึ้นชื่อเรื่องความงามอันประณีตเฉพาะตัว ไม่เพียงแค่ผ้าทอแม่แจ่มเท่านั้น ยังมีการอนุรักษ์ผ้าทอล้านนา ศึกษาเพิ่มเติมจากหลายชุมชนทั่วภาคเหนือ บ้านไร่ใจสุข จึงถือกำเนิดขึ้นมาด้วยจุดประสงค์นี้ ผู้มาเยือนสามารถชมผ้าเก่าที่สะสมไว้ รวมถึงผ้าที่ทอขึ้นใหม่แต่ยังคงการทอด้วยกรรมวิธีดั้งเดิมและลายแบบโบราณ ในขณะเดียวกัน ยังมีการพัฒนาต่อยอดเรื่องลวดลายและนำมาตัดเย็บให้เป็นรูปแบบตามสมัยนิยมในปัจจุบันด้วย

ต่อยอดจิตวิญญาณการทอผ้า
บ้านไร่ใจสุขเต็มใจสอนการทอผ้าให้กับทุกคน ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูกต้นฝ้าย ปั่นฝ้าย การต้มและย้อมสีธรรมชาติ การทอ ที่เริ่มเรียนรู้ตั้งแต่การทำเส้นยืน เส้นพุ่ง การทอรูปแบบต่างๆ จนถึงการจกที่เรียกว่ายากที่สุด โดยเฉพาะการจกไหม ที่นี่ไม่ได้เปิดสอนเพื่อหวังผลกำไรทางทรัพย์สิน แต่หวังให้เกิดการต่อยอดภูมิปัญญาบรรพบุรุษอันล้ำค่าอย่างยั่งยืนสืบไป ดังนั้นการมาเรียนที่บ้านไร่ใจสุขต้องตั้งใจมา ไม่เร่งรีบ มีเวลาทุ่มเท เรียนรู้ สัมผัสถึงเนื้อแท้ของการทอผ้าหนึ่งผืน ที่แฝงเรื่องราวความเป็นมาตั้งแต่ฝ้ายเส้นแรกจนเส้นสุดท้าย รวมทั้งจิตวิญญาณของคนทอ

สงบงาม ตามวิถีปกาเกอะญอที่บ้านแม่ปิง
ครึ่งวันบ่าย เดินทางต่อไปยังอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ดินแดนที่ถูกขนานนามว่า เมืองสามหมอก มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วัฒนธรรม รวมถึงเป็นแหล่งรวมงานศิลปะ และไอเดียสร้างสรรค์ต่างๆ ทว่าอำเภอปาย ไม่ได้มีแค่ที่กล่าวมา แต่ยังมีอีกมุมหนึ่งที่งดงาม ณ บ้านแม่ปิง ตำบลแม่ฮี้ เป็นหมู่บ้านชาวปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) ก่อตั้งเมื่อปี ๒๕๐๕ เดิมชื่อว่าบ้านแม่เลี้ยง ต่อมาเปลี่ยนเป็น บ้านแม่ปิง ตามชื่อของลำน้ำแม่ปิงที่ไหลผ่านกลางหมู่บ้าน ชาวบ้านที่นี่ยังคงใช้ชีวิตตามวิถีดั้งเดิม เช่น การทำการเกษตร การเลี้ยงสัตว์จำพวก วัว ควาย เลี้ยงหมูใต้ถุนบ้าน รวมถึงการแต่งกายที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์ตนเอง มาทำความรู้จักบ้านแม่ปิง หมู่บ้านที่แวดล้อมไปด้วยบรรยากาศสงบเงียบ เรียบง่าย

ผ้าทอบอกเล่าวิถีชีวิต
เริ่มต้นที่ ศูนย์หัตถกรรมกลุ่มทอผ้าบ้านแม่ปิง ภายในศูนย์ฯ เรียงรายไปด้วยเสื้อผ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวปกาเกอะญอ เสื้อ ๑ ตัว ใช้ผ้าทอ ๒ ผืน นำมาพับครึ่งแล้วเย็บติดกันให้เกิดตะเข็บตรงกลาง โดยเว้นช่วงบนเป็นช่องคอรูปตัววี เสื้อผู้ชายและผู้หญิงตัดเย็บรูปแบบเดียวกัน ต่างกันที่เสื้อผู้ชายมักทอเป็นลายตามยาว ใช้สีแดงเป็นสีหลัก โพกศีรษะและสะพายย่ามสีแดง ปัจจุบันมีการใช้สีมากขึ้น ทอชายเสื้อให้ลุ่ยเป็นพู่ ขอบแขนเป็นเปียปล่อยกรุยกราย นุ่งกับกางเกงยาวขากว้าง ส่วนเสื้อผู้หญิงแบ่งเป็นสองแบบ ชุดสีขาวยาวกรอมเท้า เรียกว่า เชกวา สำหรับผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน ส่วนผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะใส่ เชซู คือเสื้อยาวครึ่งตัว ปักลายด้วยด้ายหลากสี ประดับด้วยลูกเดือย ใส่กับผ้าซิ่นมัดหมี่ลายน้ำไหล นอกจากนี้ยังมีผ้าโพกศีรษะปักลายสวยงาม เพื่อกันแดดในช่วงหน้าร้อนและทำให้อบอุ่นในช่วงหน้าหนาว ภายในศูนย์ฯ ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าทอ เช่น ย่าม ผ้าพันคอ เสื้อผ้าเด็ก ที่ประยุกต์ให้มีสีสันสดใส เป็นสินค้าโอทอปสำคัญของหมู่บ้าน

สองศาสนา สามความเชื่อ
ชาวบ้านที่นี่นับถือศาสนาพุทธ คริสต์ และนับถือผี แต่อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข มีความเอื้อเฟื้อพึ่งพาอาศัยกันอย่างอบอุ่น อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับกิจกรรมของทุกศาสนา ผู้เฒ่าผู้แก่ คนหนุ่มสาว ลูกเด็กเล็กแดง จะมารวมตัวกันในชุดปกาเกอะญอ ถ้าใครมาเยือนในช่วงที่ไม่ใช่เทศกาล แต่อยากเห็นบรรยากาศเช่นนี้ แนะนำให้มาในวันอาทิตย์ ชาวบ้านที่นับถือศาสนาคริสต์จะแต่งชุดปกาเกอะญอมาเข้าโบสถ์ ช่วงเวลาเข้าโบสถ์มีตลอดทั้งวัน โดยแบ่งเป็นช่วงเช้าคือ เวลา ๐๖.๐๐ - ๐๗.๐๐ น., ๐๘.๐๐ - ๐๙.๐๐ น. และ ๑๐.๓๐ - ๑๒.๐๐ น. ช่วงบ่ายคือ เวลา ๑๕.๓๐ – ๑๖.๓๐ น. นักท่องเที่ยวสามารถเข้าโบสถ์ร่วมกับชาวบ้านได้ โดยจะได้ยินชาวคริสต์สวดมนต์ ร้องเพลง และเขียนบทสวดมนต์ด้วยภาษาปกาเกอะญอทั้งหมด

หมู่บ้านร่มรื่น อนุรักษ์ธรรมชาติด้วยแรงใจ
ในหนึ่งปี บ้านแม่ปิงจะมีกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ ๓ กิจกรรม ได้แก่ การสำรวจป่าต้นน้ำ ตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์ของป่า พร้อมทั้งนำเมล็ดพันธุ์พืชไปปลูกเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ช่วงหน้าแล้ง และ การบวชป่า ช่วงต้นปีระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม เป็นกุศโลบายลดการตัดต้นไม้ ช่วยรักษาป่าไม้บริเวณนั้นให้คงอยู่ ทำให้ฝนตกตามฤดูกาล น้ำไม่แล้ง ถึงแม้ว่าการบวชป่าจะเป็นพิธีทางพุทธ แต่คนที่นับถือศาสนาอื่นก็มาร่วมกันอย่างแข็งขัน เพราะถือว่าเป็นผืนป่าของทุกคนที่ควรอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานสืบไป

ความเรียบงามบนผืนนา...ยามคิมหันต์ฤดู
ยามเย็น หลังจากชมบรรยากาศอันร่มรื่นภายในชุมชนแล้ว เดินต่อมายังท้ายหมู่บ้านอีกเล็กน้อย จะเจอภาพทิวทัศน์ของผืนนากว้างขวางสุดลูกหูลูกตา แม้ภาพทุ่งนาในใจหลายคนอาจคิดว่าต้องสวยเฉพาะในฤดูข้าวแตกกอเท่านั้น แต่ภาพท้องนาในฤดูร้อนของบ้านแม่ปิงก็ให้ภาพที่แสนประทับใจไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน สีน้ำตาลปนเทาอ่อนของผืนดิน แซมสีทองของใบหญ้าแห้ง ตัดด้วยสีเขียวของต้นไม้ใหญ่ มีฝูงวัว ฝูงควายจำนวนมากกำลังแทะเล็มหญ้า บ้างก็หลบร้อนใต้ต้นไม้ บ้างก็แช่น้ำคลายร้อนให้ชื่นใจ สายลมอุ่นๆ ค่อยๆ พัดมาแผ่วเบา บ้านแม่ปิงเวลานี้กำลังบอกเล่าเรื่องราวชีวิตจริงของเกษตรกรที่มีวิถีต่างกันไปตามฝน ฟ้า อากาศ เป็นอีกหนึ่งภาพความทรงจำที่สะท้อนตัวตนของชาวบ้านแม่ปิงได้อย่างสวยงาม

ทอผ้า เฝ้าวัวควาย
อีกหนึ่งเสน่ห์ของวิถีชีวิตชาวปกาเกอะญอที่บ้านแม่ปิงคือ กลุ่มผู้หญิงหอบหิ้วกี่เอวติดตัวไปนั่งทอผ้าที่ตูบ (กระต๊อบ) กลางท้องนายามที่ปล่อยวัวควายหาอาหาร ระหว่างการทอผ้า ก็ร่วมวงนั่งสนทนา หัวเราะ สนุกสนาน เป็นภาพที่เห็นแล้วมีชีวิตชีวา เรียกได้ว่าผ้าแต่ละผืน แฝงด้วยวิถีชีวิตและเรื่องราวของคนทอทุกเส้นใย

ถนนศิลปะ ถนนคนเดินปาย
ยามค่ำของอำเภอปาย ต้องไม่พลาดไปเดินเล่นที่ถนนคนเดิน สองข้างทางเต็มไปด้วยสีสันของร้านรวง ประดับประดาด้วยแสงไฟจากร้านกาแฟ ร้านขายของทำมือ ร้านหนังสือขนาดเล็ก บางมุมมีนักแสดงอิสระมาแสดงดนตรี สะท้อนความเป็นเมืองแห่งศิลปะ ไม่เพียงเท่านี้ ตลอดเส้นถนนยังมีของอร่อยมากมาย ทั้งอาหารไทย จีน ฝรั่ง ขนมกินเล่น หรือแม้แต่ขนมพื้นถิ่นอย่าง ข้าวปุก (ข้าวหนุก) งาดำ ทำจากข้าวก่ำ (ข้าวเหนียวดำ) หรือข้าวเหนียวขาวหุงสุก นำมาตำจนเนื้อละเอียดและเหนียว แล้วแผ่ให้เป็นแผ่น ปิ้งจนกรอบ โรยด้วยงาดำและน้ำตาล เป็นของกินเล่นหน้าหนาวของชาวภาคเหนือ นี่คือเสน่ห์ที่ทำให้อำเภอปายมีชื่อเสียงโด่งดังมายาวนาน

วันที่ 3

เช้าวันใหม่ เดินทางออกไปที่ตำบลทุ่งยาว จุดหมายปลายทางคือ บ้านแพมบก ชื่อหมู่บ้านเรียกตามพื้นที่ตั้งอยู่บนเขาสูงกลางป่า คำว่า “แพม” คือชื่อสายน้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้าน ส่วนคำว่า “บก” เพี้ยนมาจากคำว่า “หมก” แปลว่าอยู่ลึกเข้าไปในป่า หรืออยู่บนที่สูง

บ้านแพมบกเป็นหมู่บ้านชาวไทยใหญ่ (ชาวไต) ชุมชนอาศัยอยู่อย่างพอเพียง ภายในหมู่บ้านมีทั้งนาข้าว ไร่ข้าวโพด ไร่กระเทียม แปลงผักสวนครัว อีกทั้งยังมีสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวแพมบกอย่างอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่ที่สำนึกรักบ้านเกิด กลับมาฟื้นฟูอัตลักษณ์รากเหง้าของชาวไทยใหญ่บ้านแพมบกอย่างจริงจัง เพื่อต้องการให้ชาวบ้านตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญในชาติพันธุ์ของตน เริ่มตั้งแต่การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ภาษา ตลอดจนถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ เปิดเป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชนจากการบริหารจัดการกันเองของคนในหมู่บ้าน บ้านแพมบกวันนี้พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มความสามารถ โดยมีกิจกรรมต่างๆ ให้มาเรียนรู้ ดังนี้...

ไหว้หอเจ้าเมือง สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านแพมบก
อันดับแรกของการมาเยือน ชาวชุมชนจะพาไปไหว้ศาลเจ้าเมือง หรือศาลเจ้าพ่อบ้านแพมบก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านแพมบกนับถือมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งหมู่บ้าน ทุกปีในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน ชาวแพมบกจะหาฤกษ์เหมาะสมเพื่อทำประเพณี เลี้ยงเมือง คือการไหว้เลี้ยงเจ้าพ่อเมือง เป็นการแสดงความเคารพและขอพรให้ชุมชนอาศัยอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ซึ่งการพานักท่องเที่ยวมาสักการะศาลเจ้าพ่อเมืองนั้น ถือเป็นการมาขอพรให้ปกปักรักษาจากภัยอันตรายต่างๆ และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง

เพลิดเพลินการแสดงฟ้อนนก ฟ้อนโต จากกลุ่มเยาวชน
เด็กๆ แต่งกายในชุดฟ้อนรำสวยงาม สีสันสดใส รอต้อนรับผู้มาเยือนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มที่ลานเฮินไต พร้อมที่จะแสดงศิลปะพื้นบ้านให้ชม เริ่มจาก ฟ้อนนกกิงกะหร่า หรือ ก้านางนก (“ก้า” เป็นคำไทยใหญ่แปลว่า “รำ”) กิ่งกะหร่าในความเชื่อของชาวไทยใหญ่ คือสัตว์ป่าหิมพานต์ จำพวกกินนร ฟ้อนนี้มีที่มาจากตำนานกล่าวคือ ช่วงออกพรรษาที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากไปโปรดพุทธมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นางนกทั้งหลายออกมาฟ้อนแสดงความยินดีในการเสด็จกลับมาของพระองค์

การแสดงอีกชุด คือ ฟ้อนโต (ก้าโต หรือเต้นโต) โตเป็นสัตว์ป่าหิมพานต์ที่เชื่อว่าออกมาต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระพุทธเจ้าเช่นกัน มีลักษณะของสัตว์หลายชนิดมาประกอบกันในตัวเดียว หัวเหมือนกวาง ลำตัวคล้ายสิงห์แต่มีขนยาวคล้ายจามรี ผู้รำสองคนต้องเข้าไปอยู่ในหุ่นโต คนหนึ่งเป็นส่วนหัวและขาหน้า อีกคนเป็นส่วนลำตัวและขาหลัง คล้ายการเชิดสิงโต ผู้เชิดจะขยับตัวตามดนตรี วิ่งวนไปมา ม้วนตัว กลิ้ง แสดงอากัปกิริยาที่ดูเหมือนโตมีชีวิตจริงๆ

เฮินไต เฮือนโบราณ
ด้านหลังลานแสดง มี เฮินไต หรือ บ้านไตจำลอง บ้านของชาวไทยใหญ่มีลักษณะคล้ายกับบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ไตอื่นๆ เช่น ชาวไทยยวนล้านนา ไทยลื้อ ไทยเขิน ลักษณะเด่นคือเรือนยกพื้นสูง เสาบ้านจะไม่ปักลงดิน แต่จะวางบนก้อนหินใหญ่แทน เพื่อโยกย้ายทั้งหลังได้สะดวก ตัวบ้านประกอบด้วยห้องนอน ครัวไฟ หรือ ส่องไฟ (ครัวโบราณที่ใช้ฟืนในการหุงต้ม บางบ้านเปรียบครัวไฟเสมือนเตาไฟใหญ่ใจกลางเรือน ที่ให้ทั้งความอบอุ่น และเก็บรักษาอาหารจำพวกพืชผลด้วยเขม่าควันที่ลอยจากเตา) และชานบ้าน หรือ ฮ้าน แยกส่วนอย่างชัดเจน ผู้มาเยือนสามารถขึ้นไปเยี่ยมชมบรรยากาศและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไตสมัยโบราณได้ โดยมีตัวแทนคนในชุมชนคอยให้ความรู้และอำนวยความสะดวก

ชมสวนผัก แปลงเกษตรชุมชน
ด้วยสภาพภูมิประเทศของบ้านแพมบก เป็นที่สูง มีน้ำไหลผ่าน ดินอุดมสมบูรณ์ ทำให้ปลูกพืชได้หลายชนิด เช่น ข้าว หอม กระเทียม ถั่ว กล้วย ฟักทอง ยอดมะระหวาน เสาวรส อีกทั้งชาวบ้านเริ่มปรับเปลี่ยนแนวคิด หันมาทำเกษตรอินทรีย์ เน้นปลูกพืชพื้นถิ่นที่ขึ้นง่ายตลอดปี เช่น ฟักข้าว มะรุม พริกไทย กล้วย บริเวณใกล้ลำน้ำก็ปลูกหญ้าแฝกยึดหน้าดิน กันหน้าดินทรุดช่วงน้ำหลาก มีบ่อหมักเศษพืชผัก ไว้ทำปุ๋ยหมักใช้เอง

พืชพื้นถิ่นที่นิยมปลูกกันมากคือ ผักกูด ปกติแล้วจะขึ้นเองตามธรรมชาติบริเวณริมน้ำ แต่ชาวแพมบกได้ทดลองปลูกโดยแทรกไปตามโขดหินและพื้นที่ว่าง ควบคุมปริมาณน้ำให้มีความชื้นอย่างสม่ำเสมอ รดด้วยปุ๋ยหมัก ผลที่ได้คือผักกูดกอใหญ่ ก้านอวบอ้วนตลอดปลายยอด มีให้เก็บตลอดทั้งปี เด็ดกลับไปปรุงอาหาร หรือจะลองชิมสดๆ มีรสหวานกรอบอร่อย ปลอดภัยไร้สารเคมี

ชมกรรมวิธีทำถั่วเน่า กะปิของชาวไทยใหญ่
ก่อนถึงมื้อกลางวัน มาเรียนรู้การทำ ถั่วเน่า เครื่องปรุงคู่ครัวชาวไทยใหญ่ ใช้แทนกะปิ ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวอันเกิดจากการหมัก มีรสเค็มกลมกล่อม ถั่วเน่ามี ๓ ชนิด ได้แก่ ถั่วเน่าซา คือถั่วเหลืองแกะเมล็ดต้มจนนิ่ม ถั่วเน่าเมอะ คือถั่วเน่าซานำมาบดละเอียดและนำไปนึ่งจนหอม ถั่วเน่าแค็บ นำถั่วเน่าเมอะมาปั้นก้อน แล้วทับให้เป็นแผ่นด้วยเครื่องทับ (ในอดีตจะใช้ใบตองหุก (พืชพื้นถิ่น) ตีถั่วบดประกบไปมาจนเป็นแผ่น) ตากแดดจนแห้ง มักปรุงรสด้วยพริกและเกลือเล็กน้อย นำมาจี่ไฟจนหอม ใช้ทำน้ำพริก หรือกินเปล่าๆ คู่กับข้าวเหนียวก็อร่อย ชาวแพมบกทำถั่วเน่าไว้กินเองเป็นหลัก มีติดครัวแทบทุกบ้าน

เมนูไทยใหญ่...อร่อยไม่ธรรมดา
กับข้าวมื้อกลางวันนี้ เป็นเมนูพื้นบ้านของชาวไทยใหญ่ที่มีส่วนผสมของถั่วเน่า เช่น หมูจอ คล้ายแกงฮังเล แต่ไม่ใส่เครื่องแกงฮังเล เคี่ยวไม่นาน ใช้การอุ๊บหรือการอบหมูสามชั้นกับกระเจี๊ยบ มะเขือเทศ หอมใหญ่ ข่า ปรุงรสด้วยถั่วเน่าแค็บ น้ำพริกโยะ น้ำพริกที่ผสมเนื้อสัตว์ โดยต้มเนื้อสัตว์ด้วยกะปิหรือถั่วเน่าก่อน แล้วผสมพริกหนุ่ม (พริกชี้ฟ้าที่ยังอ่อน) ลงไปตามหลัง และ เจียวผักกูด ผักกูดที่เก็บมาสดๆ จากสวน ผัดน้ำมันหอย ใส่ผงถั่วเน่า เพิ่มกลิ่นหอมน่ารับประทาน

เรียนรู้วิธีไพตอง ทำหลังคาด้วยใบตองตึง
ช่วงบ่าย มาชมวิธีการ ไพตอง หรือทำตับใบตองตึงสำหรับมุงหลังคาเฮินไตแบบดั้งเดิม ทุกปีในช่วงหน้าหนาวที่ใบตองตึงเริ่มร่วง ชาวบ้านจะเข้าป่าไปเก็บใบตองตึงที่แห้งหล่นใต้ต้นในตอนเช้า เพราะใบจะไม่กรอบ เก็บรวมเข้ากับหน้าอกจนเต็มวงแขน เรียกว่า ๑ อก จะมีประมาณ ๒๐ ใบ เมื่อได้จำนวนอกที่ต้องการ ก็นำใบตองตึงที่ได้ ตัดขั้วใบออก ชุบน้ำให้หมาดเพื่อกันใบตองแตก นำมาร้อยเข้าตับเรียกว่า การไพ โดยนำใบตองตึงสองใบมาซ้อนกัน หันด้านปลายเรียวของใบสอดเข้ากับแกนไม้ที่เรียกว่าดูก จากนั้นนำตอกเส้นมาร้อยยึดเข้ากับไม้ดูก ทำเช่นนี้ต่อกันจนเต็มตับ ๑ ตับ เรียกว่า ๑ ไพ ในอดีตบ้านใดที่พอมีฐานะ จะมุงไพซ้อนกันถี่ๆ เพื่อกันแดดกันฝนได้ดียิ่งขึ้น หลังคาตองตึงมีอายุประมาณ ๑ - ๒ ปี หลังจากนั้นต้องเปลี่ยนใหม่ ปัจจุบันชาวบ้านยังคงใช้มุงตูบกลางนา หรือใช้มุงแปลงเกษตร

เรียนรู้การจ่อตอง กระดาษมวนยาเส้นแบบโบราณ
ถัดมาจากบ้านไพตอง มาที่บ้านทำ จ่อตอง คำว่า “จ่อ” คือการย่าง มาเรียนรู้การจ่อตองเพื่อทำบุหรี่ยามวน ชาวไทยใหญ่แต่ก่อนนิยมสูบยามวนที่เรียกว่า “ขี้โย” ซึ่งใส่ไส้ยาสูบ ทำจากส้มปี้ตากแห้ง หรือเปลือกมะขามแก่ตำละเอียด มวนไส้ยาด้วยใบตองจ่อ ปัจจุบันบ้านแพมบกยังมีการจ่อตองอยู่ ความต้องการของตลาดยังสูงอยู่มาก เพราะนอกจากจะนำมามวนยาแล้ว ใบตองจ่อยังนำไปห่อขนม เช่น กาละแม ได้อีกด้วย

ไม้กวาดปุ๋มเป้ง
ต่อจากนั้น ชมการสาธิตการทำไม้กวาดปุ๋มเป้ง เป็นไม้กวาดโบราณของชาวไทยใหญ่ ทำมาจากใบปุ๋มเป้ง มีลักษณะคล้ายใบมะพร้าว นำมาตากแห้ง และไพเป็นตับ จากนั้นค่อยๆ ร้อยหุ้มเข้ากับปลายไม้ที่ทำเป็นด้าม ใช้เท้ารูดให้แน่นขึ้นจนบานออกเป็นพุ่มคล้ายไม้กวาดของแม่มดในนิทาน เอกลักษณ์ของไม้กวาดปุ๋มเป้งอยู่ที่ตัวครอบเรียกว่า “ก็อก” สานด้วยตอกธรรมดาสลับกับตอกผิวไม้ไผ่ จนเป็นกรวยคล้ายคบเพลิง เมื่อสวมก็อกแล้วใช้หวายพันปลายก็อกให้ยึดกับด้ามไม้กวาด ตัดแต่งปลายไม้กวาดให้สวยงาม คุณสมบัติของไม้กวาดใบปุ๋มเป้งคือ มีความทนทานแม้เปียกน้ำ

ตำข้าวใต้ถุนบ้าน
สังคมเกษตรกรรมยุคก่อน จะใช้ครกตำข้าวแทนการสีข้าว มีการสีข้าวโดยใช้ ครกมอง หรือ ครกกระเดื่อง ตัวครกเป็นไม้ท่อนขุดวางกับพื้น มีสากเป็นคานยาวใช้แรงคนเหยียบ การตำข้าวครั้งแรกเพื่อกระเทาะให้เปลือกแตกออก เมื่อนำข้าวมาร่อนเอาเปลือกออกหมดแล้ว จึงเอามาตำต่อ เพื่อให้เปลือกที่เหลือติดค้างออกให้หมด ทำซ้ำจนกว่าจะได้เมล็ดข้าวที่เกลี้ยงเกลา ปัจจุบันชาวบ้านแพมบกใช้ครกมองน้อยลง เหลือเพียงไม่กี่บ้านที่ใช้ตำข้าวในช่วงเทศกาล หรือตำกินกันเองเล็กๆ น้อยๆ อย่างไรก็ตาม ชุมชนต้องการอนุรักษ์ภูมิปัญญานี้ไว้ จึงต่อยอดด้วยการให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการสาธิตการตำข้าวด้วยครกมอง ส่วนข้าวที่ขึ้นชื่อและเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ คือ ข้าวกล้องหม่นหอม เป็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกที่บ้านแพมบกเพียงแห่งเดียว ลักษณะเมล็ดมีสีแดงหม่น กลิ่นหอมอ่อน นิยมนำมาซ้อมมือมากกว่าขัดขาว เป็นสินค้าโอทอปสำคัญของหมู่บ้าน นักท่องเที่ยวสามารถอุดหนุนเป็นของฝากกลับบ้านได้

ชมทุ่ง จูงควาย ชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
ส่งท้ายวันด้วยการไปสัมผัสความเงียบสงบและวิถีชนบทที่ทุ่งนายามเย็น เดินเล่นดูชาวบ้านต้อนควายเข้าคอก ป้อนอาหาร พร้อมผิงไฟไล่ยุ่ง เป็นภาพชีวิตที่เรียบง่ายและงดงาม หากได้มาช่วงหน้าเก็บเกี่ยวจะเห็นผู้คนคึกคัก เพราะที่นี่ยังมีการ เอามื้อ หรือการขอแรงลงแขกดำนาเกี่ยวข้าวกันอยู่ และด้วยแรงศรัทธา ชาวชุมชนได้รวมใจรวมพลังกันสร้าง สะพานบุญ (โขกู้โส่) สะพานไม้ไผ่ตัดผ่านท้องนา เพื่อให้พระสงฆ์จากพุทธอุทยานห้วยคายคีรี เดินออกมาบิณฑบาตที่หมู่บ้านได้สะดวกขึ้น ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างน่าประทับใจ

ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านไร่กองขิง
โทร.
ประสานงานกลาง ๐๖ ๓๑๒๓ ๙๐๒๒
คุณอัจฉรีย์ หมื่นบุญตัน ๐๙ ๓๐๔๒ ๔๗๖๗
คุณบุญอนันต์ เหล่อโพ ๐๘ ๙๒๖๑ ๘๙๘๖
คุณเพชร หมื่นบุญตัน ๐๘ ๒๑๘๒ ๓๙๙๓
(กิจกรรมขึ้นดอยเมี่ยง ดอยธง และเส้นทางศึกษาธรรมชาติ)
Facebook: การท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านแพมบก
หมายเหตุ: ควรนัดหมายล่วงหน้า

วันที่ 4

เช้าวันนี้ยังคงอยู่ที่อำเภอปาย เริ่มวันใหม่แบบสบายๆ ด้วยการไปชมทะเลหมอกยามเช้าที่ จุดชมวิวหยุนไหล “หยุน” แปลว่า เมฆ “ไหล” แปลว่า มา รวมคำแล้วหมายความว่า เป็นสถานที่ที่เมฆมารวมตัวกัน ยิ่งในช่วงหน้าหนาว จะมีทะเลหมอกไหลมาเป็นสายงดงามสมดังชื่อ ก่อนเดินทางกลับ แวะไปทำความรู้จักกับวัฒนธรรมชาวจีนที่ ศูนย์วัฒนธรรมจีนยูนนาน บ้านสันติชล ในอดีต บ้านสันติชลประสบปัญหาเรื่องเศรษฐกิจอย่างหนัก เพราะผลผลิตทางการเกษตรที่ตกต่ำ ชาวบ้านบางส่วนยังไร้สัญชาติ ไม่มีช่องทางทำมาหากิน แต่ด้วยแนวคิดที่ไม่ย่อท้อของชุมชน โดยมีคุณบุญหล่อ หล่ออริยวัฒน์ ผู้นำหมู่บ้าน พยายามหาทางออกร่วมกัน พลิกฟื้นให้ชาวบ้านสามารถพึ่งตนเองได้ โดยนำเรื่องการท่องเที่ยวเข้ามาเป็นกลไกขับเคลื่อนพัฒนา เริ่มจากการศึกษาดูงานตามที่ต่างๆ พร้อมทั้งช่วยกันระดมทุน ขอความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานวิจัย เข้ามาพัฒนาร่วมกัน จนกระทั่งเป็นหมู่บ้านสันติชลที่ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีชื่อเสียงอย่างเช่นทุกวันนี้

ศูนย์วัฒนธรรมจีนยูนนาน บ้านสันติชล
โทร.
๐ ๕๓๖๙ ๙๘๕๑
คุณบุญหล่อ หล่ออริยวัฒน์ (ผู้นำชุมชน) ๐๘ ๑๐๒๔ ๓๙๘๒
เปิดบริการ ทุกวัน เวลา ๐๗.๐๐ – ๑๘.๐๐ น.

การท่องเที่ยวตามเส้นทางมรดกภูมิปัญญาผ้าทอล้านนา วิถีรักษ์สุขภาพ สู่เมืองขุนเขาและสายหมอก สัมผัสลมหายใจแห่งวิถีธรรมชาติและความเรียบง่ายบนผืนนา นอกจากจะได้รับความสนุกเพลิดเพลิน เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ จากทุกกิจกรรมที่ได้ร่วมเรียนรู้กับชุมชนแล้ว ยังได้เห็นถึงภาพพลังชุมชนที่ต้องการรักษาอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณีของตนเอง รวมถึงการร่วมแรงร่วมใจกันที่จะผลักดันบ้านเกิดของตนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมที่จะบอกต่อองค์ความรู้ เรื่องราว ความทรงจำดีๆ ต่างๆ ให้กับผู้ที่มาเยือนได้เห็นคุณค่า นับเป็นเส้นทางท่องเที่ยวสีเขียวที่เป็นแบบอย่างแห่งความยั่งยืนและน่าจดจำ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ร้านจักรยานเชียงใหม่ (BICYCLE ADDICT)
โทร. ๐ ๕๓๑๒ ๕๔๑๑
เปิดบริการ: วันจันทร์ – เสาร์ เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๙.๐๐ น.
Facebook: Bicycle-addict Shop
Website: www.bicycle-addict.com
Email: info@bicycleaddict.com

บ้านไร่ใจสุข
โทร. คุณนุสรา เตียงเกตุ ๐๘ ๘๒๕๒ ๗๗๙๐
Facebook: บ้านไร่ ใจสุข - Banraijaisook
หมายเหตุ: ควรนัดหมายล่วงหน้า

จังหวัดแม่ฮ่องสอน

บ้านแม่ปิง
โทร:
คุณสุชาดา มั่นชูขวัญสิริ ๐๘ ๑๐๒๙ ๑๙๕๕, ๐๘ ๗๓๐๕ ๕๓๔๗
คุณเนตร พิโน (ผู้ใหญ่บ้าน) ๐๘ ๑๑๗๙ ๔๘๘๕
หมายเหตุ: ควรนัดหมายล่วงหน้า

ตัวอย่างที่พักและร้านอาหารในเส้นทางนี้

อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
พราวภูฟ้าฮิป แอนด์ กรีน รีสอร์ท
โทร.:
๐ ๕๓๘๗ ๙๓๘๙
๐ ๕๓๘๗ ๙๒๘๖
๐ ๕๓๘๗ ๙๑๑๘
๐๘ ๑๖๔๗ ๗๔๓๗
Facebook: Proud Phu Fah HIP & Green Resort Chiang mai
Website: www.proudphufah.com
Email: relax@proudphufah.com

พราวภูฟ้าฮิป แอนด์ กรีน รีสอร์ท
โทร.:
๐ ๕๓๘๗ ๙๕๔๐-๕
๐๘ ๔๓๗๘ ๖๙๘๖
Facebook: Panviman Chiang Mai Spa Resort
Website: www.panviman.com/chiangmai
Email: rsvn_chiangmai@panviman.com

อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
เบลล์ วิลล่า รีสอร์ท
โทร.:
๐ ๕๓๓๖ ๕๓๑๘–๒๑
Facebook: Belle Villa Resort/Chiang Mai/
Website: www.bellevillaresort.com
Email: reservation@bellevillaresort.com

อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
รติลานนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท
โทร.:
๐ ๕๓๙๙ ๙๓๓๓
Facebook: Belle Villa Resort/Chiang Mai/
Website: www.ratilannachiangmai.com
Email: info@ratilannachiangmai.com

ราชมรรคา
โทร.:
๐ ๕๓๙๐ ๔๑๑๑
Facebook: Rachamankha Hotel Chiang Mai
Website: www.rachamankha.com
Email: contact@rachamankha.com

อนันตรา เชียงใหม่ รีสอร์ท แอนด์ สปา
โทร.:
๐ ๕๓๒๕ ๓๓๓๓
Facebook: Anantara Chiang Mai Resort
Website: www.chiang-mai.anantara.co.th
Email: chiangmai@anantara.com

อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ภูริปาย วิลล่า
โทร.:
๐ ๕๓๐๖ ๕๑๗๕
Facebook: PuriPai Villa
Website: www.puripaivilla.com
Email: INFO@PURIPAIVILLA.COM

ริเวอรี่ สยาม รีสอร์ท
โทร.:
๐ ๕๓๖๙ ๙๘๗๐
Facebook: Reveriesiam
Website: www.reveriesiam.com
Email: Info@ReverieSiam.com, Reservations@ReverieSiam.com

เดอะ ควอเตอร์
โทร.:
๐ ๕๓๖๙ ๙๔๒๓, ๐ ๕๓๖๙ ๙๙๔๗
Facebook: Thequarterhotel Pai
Website: www.thequarterhotel.com
Email: info.thequarterhotel@gmail.com

ดิ เอีย ปาย รีสอร์ท แอนด์ สปา
โทร.:
๐๘ ๑๗๕๕ ๙๙๖๘
Facebook: The Oia Pai
Website: www.theoiaresort.comwww.theoiaresort.com
Email: reservationtheoia@hotmail.com

โฮเต็ล เด อาร์ติสต์ โรส ออฟ ปาย
โทร.:
๐ ๕๓๖๙ ๙๕๓๙, ๐๘ ๕๒๑๕ ๐๗๗๗, ๐๘ ๕๒๑๕ ๐๘๘๘
Facebook: Hotel Des Artists, Rose of Pai
Website: www.hotelartists.comwww.hotelartists.com
Email: roseofpai@gmail.com

ปาย ริเวอร์ คอร์เนอร์ รีสอร์ท
โทร.:
๐ ๕๓๖๙ ๙๐๔๙ , ๐๘ ๑๔๑๓ ๕๗๓๙
Facebook: Pai RiverCorner Resort
Website: www.pairivercorner.comwww.pairivercorner.com
Email: info@pairivercorner.com

ร้านอาหารในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ร้านผาลาด ตะวันรอน
โทร.: ๐ ๕๓๒๑ ๖๐๓๙, ๐ ๕๓๒๑ ๖๕๗๖
เปิดบริการ: ทุกวัน เวลา ๑๑.๓๐ – ๒๔.๐๐ น. (ครัวปิด ๒๓.๓๐ น.)
Facebook: ผาลาด ตะวันรอน
Website: www.palaadtawanron.comwww.palaadtawanron.com

ร้านบ้านไร่ยามเย็น
โทร.:
๐ ๕๓๒๔ ๗๙๙๙
เปิดบริการ: จันทร์-เสาร์ เวลา ๑๑.๐๐ – ๒๔.๐๐ น.
วันอาทิตย์ เวลา ๑๑.๐๐ – ๒๒.๐๐ น.
Facebook: Baanrai Yarmyen Restaurant

ข้าวเม่า ข้าวฟ่าง
โทร.:
๐ ๕๓๘๓ ๘๘๓๘, ๐ ๕๓๘๓ ๘๔๔๔
เปิดบริการ: ทุกวัน เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๕.๐๐ น. และ ๑๗.๐๐ – ๒๒.๐๐ น.
Facebook: ข้าวเม่า-ข้าวฟ่าง ป่าในจินตนาการ Khaomao-Khaofang Chiangmai 黑森林餐厅
Website: www.khaomaokhaofang.comwww.khaomaokhaofang.com

ร้านครัวโครงการหลวง
โทร.:
๐ ๕๒๐๘ ๐๖๖๐
เปิดบริการ: ทุกวัน เวลา ๐๙.๐๐- ๑๗.๐๐ น.
Facebook: Royalproject Kitchen
Website: www.thairoyalprojecttour.comwww.thairoyalprojecttour.com

ร้านอาหารในอำเภอปาย จังหวัดเชียงใหม่
ขนาด (ตั้งอยู่ในปาย ริเวอร์ คอร์เนอร์ รีสอร์ท)
โทร.: ๐ ๕๓๖๙ ๙๐๔๙
เปิดบริการ: ทุกวัน เวลา ๐๘.๐๐ – ๒๑.๐๐ น.
Facebook: ผาลาด ตะวันรอน
Website: www.pairivercorner.comwww.pairivercorner.com

ปายลานนา
โทร.: ๐๘ ๙๖๙๑ ๓๓๖๗ (ภายในเวลา ๐๘.๐๐ – ๒๐.๐๐ น. เท่านั้น)
เปิดบริการ: ทุกวัน เวลา ๐๗.๓๐ – ๒๑.๐๐ น.
Website: www.pailanna.comwww.pailanna.com

บ้านเบญจรงค์
โทร.: ๐ ๕๓๖๙ ๘๐๑๐
เปิดบริการ: ทุกวัน เวลา ๑๗.๓๐ – ๒๑.๓๐ น.
Facebook: บ้านเบญจรงค์ ตำรับอาหารไทย อ.ปาย แม่ฮ่องสอน