Amazing Green Route
เส้นทางเมืองแม่ฟ้าหลวง มหัศจรรย์แห่งชีวิตคนกับป่า สืบสานวิถีเกษตรยั่งยืน สู่อาณาจักรกาแฟอะราบีกาไทย
จังหวัดเชียงราย

เส้นทางเมืองแม่ฟ้าหลวง มหัศจรรย์แห่งชีวิตคนกับป่า สืบสานวิถีเกษตรยั่งยืน สู่อาณาจักรกาแฟอะราบีกาไทย

จังหวัดเชียงราย

เริ่มต้น

เชียงราย จังหวัดเหนือสุดแดนสยาม แวดล้อมด้วยภูเขาสูง ป่าไม้ และแม่น้ำ ผู้คนตั้งถิ่นฐานอาศัยตั้งแต่บนยอดดอย ไปจนถึงบริเวณที่ราบในระหว่างหุบเขา ชาวเชียงรายจึงมีชีวิตผูกพันกับผืนป่ามาช้านาน เส้นทางนี้จะพาไปตามรอยความสำเร็จของ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เรียนรู้การพลิกฟื้นผืนดินที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งปลูกพืชเสพติด จนปัจจุบันกลายเป็นดินแดนเขียวขจีที่เต็มไปด้วยพืชเศรษฐกิจ เริ่มต้นด้วยการไปเยี่ยมชม ศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมือ สินค้าแบรนด์ “ดอยตุง” พร้อมเรียนรู้การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ จากนั้นดื่มด่ำกับอาณาจักรดอกไม้เมืองหนาวใน สวนแม่ฟ้าหลวง เรียนรู้เกี่ยวกับพืชที่สร้างคุณค่าให้กับชาวดอยตุงที่ นวุติ และน้อมรำลึกเรื่องราวของราชสกุลมหิดล ณ หอแห่งแรงบันดาลใจ ลงจากดอยมาศึกษาข้อมูลพืชน้ำมันมากคุณประโยชน์โดยเฉพาะด้านสุขภาพ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ต่อจากนั้นไปซึมซับวิถีเกษตรแบบยั่งยืนใน ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ และไปปั่นจักรยานเที่ยวรอบ หมู่บ้านปางห้า สัมผัส งานศิลป์กระดาษสารักษ์โลกที่ จินนาลักษณ์ มิราเคิล ออฟ สา ปิดท้ายเส้นทางบน ดอยช้าง ณ อาณาจักรกาแฟอะราบีกาไทย

วันที่ 1

เริ่มต้นเส้นทางด้วยการเรียนรู้ศาสตร์ เข้าใจศิลป์ในพื้นที่ของ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต้นแบบของการปลูกป่าในใจคนให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ตั้งอยู่บนเขานางนอน ครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่จัน อำเภอแม่สาย และอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาถึง ๖ ชนเผ่า ประกอบด้วย อาข่า ลาหู่ จีนก๊กมินตั๋ง ไทใหญ่ ไทลื้อ และไทลัวะ ซึ่งมีประวัติและเรื่องเล่าเกี่ยวกับผืนดินแถบนี้มาช้านาน ก่อนออกเดินทาง...มาร่วมย้อนเวลาเพื่อรับรู้ประวัติความเป็นมาอันยาวไกลของดอยตุง ที่วันนี้กลายมาเป็นดินแดนมหัศจรรย์แห่งชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่บนดอยนี้

จากผืนดินแห่งความมืดมน สู่ชีวิตใหม่แห่งความหวัง “ฉันจะปลูกป่าบนดอยตุง” พระราชกระแสรับสั่งของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) เมื่อครั้งเสด็จมาเยือนดอยตุงในวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๐ และทอดพระเนตรเห็นปัญหานานัปการของชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อย ที่มีสภาพความเป็นอยู่แร้นแค้น ไม่มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ขาดสัญชาติ และโอกาสทางการศึกษา ทำให้ชาวบ้านต้องทำไร่เลื่อนลอย ปลูกฝิ่น ค้ายาเสพติด และเข้าสู่เส้นทางการค้ามนุษย์เพื่อความอยู่รอด จึงเกิดปัญหาตามมาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งลุกลามจนทำให้ดอยตุงตกอยู่ในความมืดมนอย่างที่สุด ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกล จึงมีรับสั่งให้สร้างพระตำหนักขึ้นเพื่อใช้เป็นพื้นที่ทรงงาน คืนความอุดมสมบูรณ์ให้ผืนป่า และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น “ตกลงฉันจะสร้างบ้านที่นี่ แต่ถ้าไม่มีโครงการดอยตุง ฉันไม่มา” จุดเริ่มต้นของ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงถือกำเนิดขึ้นนับจากวันนั้นเป็นต้นมา...

ดอยตุงโมเดล ทั่วโลกยอมรับ จากผลสำเร็จของการพัฒนาดอยตุง เปลี่ยนผืนดินที่ปลูกฝิ่น ซึ่งเป็นพืชที่ให้สารเสพติดและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และสังคม มาเป็นผืนดินที่ร่มเย็นด้วยป่าเศรษฐกิจสีเขียว ชุบชีวิตใหม่ให้กับชาวดอยตุง ความสำเร็จนี้เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วโลก และกลายเป็น “ดอยตุงโมเดล” หลายประเทศที่ประสบปัญหาคล้ายกันนำหลักการนี้ไปปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ของตน เช่น สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา อินโดนีเซีย และอัฟกานิสถาน เป็นต้น

ยลวิถีผ้าทอแห่งดอยตุง จากการปลูกป่า มาสู่การปลูกคน ไม่เพียงสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับผืนดินบนดอยตุงเท่านั้น แต่ต้องสร้างความแข็งแกร่งทางวิชาชีพให้กับชาวดอยตุงเช่นกัน เริ่มต้นจากสิ่งง่าย ๆ ใกล้ตัว ว่าชาวเขาบนดอยตุงมีภูมิปัญญา มีความสามารถอะไรบ้าง ก็นำมาต่อยอดพัฒนาให้เป็นวิชาชีพ เช่น ป้าคำ ต๋าคำจริง มีความรู้ด้านการทอผ้ามาจากบรรพบุรุษ จึงได้รับโอกาสให้มาเรียนรู้ฝึกฝนการทอผ้าพัฒนาเป็นอาชีพ สืบสานปณิธานของสมเด็จย่าที่ต้องการฟื้นฟูและพัฒนาคนบน ดอยตุงให้มีการอยู่ดีกินดี จากกี่ทอผ้าตัวเล็ก ๆ เพียงไม่กี่ตัว ปัจจุบันกลายมาเป็น โรงงานทอผ้า-เย็บผ้า ที่ก้าวสู่อุตสาหกรรมผ้าทอส่งออกระดับโลก มองศิลป์งาม...นามกระดาษสา

ฝั่งตรงข้ามของโรงงานทอผ้า เป็นที่ตั้งของโรงงานกระดาษสา ต้นปอสาเป็นไม้พื้นถิ่นของดอยตุงที่มีจำนวนมาก จึงนำเปลือกของกิ่งปอสากับเศษวัสดุธรรมชาติอื่น ๆ มาสร้างเสริมเติมแต่งไอเดีย จนเกิดเป็นกระดาษสาผลิตภัณฑ์รักษ์โลกอีกอย่างหนึ่งของแบรนด์ดอยตุง ปัจจุบันโรงงานกระดาษสา มีกระบวนการผลิตสองรูปแบบ คือ แบบญี่ปุ่นและแบบไทย เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมการผลิตและเรียนรู้การช้อนเยื่อกระดาษสาด้วยตัวเอง

ข้าง ๆ โรงงานสีเขียว ยังมีสวนสีเขียวให้เยี่ยมชม ไม่ไกลจากโรงงาน จะได้ยินเสียงเพลงดังแว่วมา เดินตามเสียงเพลงไปเรื่อย ๆ จะไปเจอกับฟาร์มแม่ไก่อารมณ์ดี เสียงเพลงนี้ เปิดบรรเลงให้แม่ไก่ในฟาร์มฟัง พร้อมวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน เพื่อให้แม่ไก่ฟักไข่อย่างมีความสุข ในขณะเดียวกัน แม่ไก่เหล่านี้ยังได้กินอาหารปลอดสารเคมี เช่น พืชผักจากสวนในโครงการ ไข่ไก่ที่นี่จึงเป็นไข่ออร์แกนิก ฟองโต คุณภาพดี ถัดจากฟาร์มไก่จะพบบ่อบำบัดน้ำเสียระบบบึงประดิษฐ์ (“ระบบบึงประดิษฐ์” เป็นศัพท์เฉพาะที่ใช้เกี่ยวกับการควบคุมมลพิษ) ซึ่งอาศัยวิธี “ใช้ธรรมชาติ ช่วยธรรมชาติ” เป็นหลัก ประกอบด้วย เครื่องเติมอากาศสำหรับเพิ่มออกซิเจนให้แก่น้ำ เสริมด้วยการปลูกต้นกกและหญ้าแฝกให้รากทำหน้าที่เป็นที่อยู่ของแบคทีเรียช่วยกำจัดของเสียที่มีอยู่ในน้ำ ประกอบกับปลูกต้นพุทธรักษาไว้ด้านข้างบ่อ ช่วยดูดซับของเสียและทำให้น้ำสะอาดยิ่งขึ้น ได้มาตรฐานเพียงพอที่จะปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ โดยไม่ทำลายระบบนิเวศ ส่วนต้นกกและหญ้าแฝกที่ปลูกในบึงประดิษฐ์ สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในงานหัตถกรรมทอผ้าได้ เช่น ผ้ารองจาน ผ้าปูโต๊ะ เป็นต้น ส่วนน้ำที่บำบัดแล้ว นำไปใช้รดต้นไม้ในบริเวณโรงงานและแปลงผักได้ต่อไป ใกล้ ๆ กันจะพบแปลงผักสวนครัวปลอดสารพิษ มีทั้งผักกาด หัวหอม ผักชี มะเขือ และพืชผักอีกนานาชนิด ซึ่งปลูกโดยใช้ปุ๋ยหมักจากขยะมูลฝอยและปุ๋ยหมักไส้เดือน ส่วนผลผลิตที่ได้จะส่งไปยังครัวตำหนักบนดอยตุง

สัมผัสป่าดอยตุงกับ Doi Tung Tree Top Walk ภายในสวนแม่ฟ้าหลวงมีกิจกรรม สะพานเดินเรือนยอดไม้ดอยตุง (Doi Tung Tree Top Walk) ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ผจญภัยไปบนสะพานสูงกว่า ๓๐ เมตร จากพื้นดิน เรียนรู้เกี่ยวกับผืนป่าดอยตุงตลอดระยะทาง ๒๙๕ เมตร ซึ่งจะพาย้อนเวลาไปพบกับป่าดั้งเดิมที่มีน้ำซึมไหลอยู่เบื้องล่าง แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ตื่นตากับความใหญ่โตของต้นเต่าร้างยักษ์และพรรณไม้ตามฤดูกาล จากนั้นพบกับแปลงกาแฟที่ปลูกให้ชมทั้งแบบดั้งเดิมในลักษณะปลูกแซมใต้ต้นไม้ใหญ่ และแบบขั้นบันได พร้อมกับดื่มด่ำกับทัศนียภาพที่มองเห็นดอยช้างมูบ จุดสูงสุดของเขานางนอน ปิดท้ายเส้นทางที่แปลงหญ้าแฝก ซึ่งปลูกให้นักท่องเที่ยวได้ชมเป็นตัวอย่าง สะพานเดินเรือนยอดไม้นี้สร้างด้วยวัสดุไม้เต็งแดง กลมกลืนกับธรรมชาติ มีกลไกก่อสร้างที่ไม่เบียดเบียนสภาพแวดล้อมโดยรอบ เพิ่มความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวด้วย ระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานตลอดเส้นทาง

นวุติ ปฐมบทแห่งพืชเศรษฐกิจดอยตุง นวุติ แปลว่า ๙๐ เมื่อสมเด็จย่าทรงมีพระชนมายุ ๙๐ พรรษา ได้ทรงปลูกต้นกล้าแมคคาเดเมียและกาแฟอะราบีกาเป็นปฐมฤกษ์ ณ บริเวณป่าเศรษฐกิจอันกว้างใหญ่บนดอยตุงภายใต้ชื่อ นวุติ นวุติ คือ ต้นแบบธุรกิจเพื่อสังคมไทยที่ปลูก ดูแล และแปรรูปพืชเศรษฐกิจของดอยตุง ก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือของบริษัทเอกชนที่ต้องการตอบแทนคุณแผ่นดิน ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมและเรียนรู้เกี่ยวกับต้นแมคคาเดเมียและกาแฟอะราบีกาได้ ปัจจุบัน นวุติได้ยกแปลงกาแฟส่วนหนึ่งให้ชาวบ้านดูแล รวมถึงแจกต้นกล้าให้ชาวบ้านนำไปปลูกบนที่ดินส่วนตัว จนสามารถผลิตและจำหน่ายกาแฟเป็นของตนเองได้แล้ว ตัวอย่างเช่น Slow Coffee จากดอยผาฮี้ ที่เติบโตเป็นกาแฟคุณภาพของประเทศ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ที่สามารถช่วยให้ชาวบ้านพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน แมคคาเดเมียและกาแฟอะราบีกาจึงกลายเป็นพืชสำคัญที่ทำให้คนยืนได้ ป่าไม้ยืนต้น

เปิดม่านมาลา มนต์เสน่ห์แห่งผืนป่า ดอยช้างมูบ หลงเสน่ห์ความงามแห่งราชินีดอกไม้และพืชพรรณหายาก ณ สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง ดอยช้างมูบ แหล่งรวบรวมกุหลาบพันปีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ สมเด็จย่าทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างสวนนี้ขึ้น เพื่อลดการค้าและการเสพยาเสพติด โดยพื้นที่เดิมตรงส่วนนี้เคยเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด ดังนั้น การมาสร้างสวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง ดอยช้างมูบ จึงเป็นการลดจำนวนเส้นทางขนส่งยาเสพติด และยังสร้างงานให้คนในพื้นที่ พร้อมกับใช้เป็นสถานีเพาะพันธุ์กล้วยไม้ให้กลับคืนสู่ป่า ภายในสวนมีทางเดินลัดเลาะนำพาไปหาหมู่มวลดอกไม้ อาทิ ดอกกุหลาบพันปีทั้งพันธุ์แท้และพันธุ์ลูกผสมตระกูล โรโดเดนดรอน อาซาเลีย กุหลาบเมืองจีน กุหลาบพันปีคำแดง ไม้ดอกเมืองหนาว เช่น รักเร่ กะหล่ำประดับ คามิเลีย อาจูก้า ส่งกลิ่นหอมและสีสันสดใสตัดกับทิวสนสามใบ เฟิร์นและมอสที่ขึ้นเขียวขจีตลอดเส้นทาง สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง เป็นสวนในฝันที่คงความงามของธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการปลูกต้นไม้อนุรักษ์เพิ่มและแทรกดอกไม้ลงไปในป่าดั้งเดิมอย่างกลมกลืน โดยไม่ทำลายสภาพแวดล้อมเดิมของพื้นที่ และสามารถเที่ยวได้ทั้งปี ทั้งหมดนี้ ทำให้สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง ดอยช้างมูบ ได้รับรางวัลดีเด่น ประเภทแหล่งท่องเที่ยว จากการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ในปี ๒๕๕๓ เป็นที่น่าภาคภูมิใจของชาวดอยตุงอย่างยิ่ง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์
โทรศัพท์ : ๐ ๒๒๕๒ ๗๑๑๔
โทรสาร : ๐ ๒๒๕๓ ๖๙๙๙
เว็บไซต์: www.maefahluang.org
เฟสบุค: มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ Mae Fah Luang Foundation under Royal Patronage

วันที่ 2

จุดหมายแรกของเช้าวันนี้ คือ พระตำหนักดอยตุง สมเด็จย่าทรงสร้างพระตำหนักแห่งนี้ขึ้นจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เอง เพื่อเป็นที่ประทับและทรงงานแก้ไขปัญหาบนดอยตุง เมื่อครั้งทรงมีพระชนม์ชีพ มีการออกแบบเรียบง่ายด้วยสถาปัตยกรรมล้านนาผสมผสานชาเลต์ที่มีกลิ่นอายของพระตำหนักเดิมในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเป็นรอบ รอบละ ๒๐ นาที โดยเจ้าหน้าที่จะจัดเครื่องบรรยายเกี่ยวกับพระตำหนักพร้อมหูฟังไว้บริการ ใครที่พกกล้องถ่ายรูปไปสามารถถ่ายภาพได้เฉพาะด้านนอกและโดยรอบพระตำหนักเท่านั้น หอแห่งแรงบันดาลใจ ถ่ายทอดเรื่องราวราชสกุลมหิดล หลังจากชมพระตำหนักดอยตุงแล้ว ไปเรียนรู้เรื่องราวอันทรงคุณค่าของสมเด็จย่าและราชสกุลมหิดล ที่ หอแห่งแรงบันดาลใจ จุดเริ่มต้นของราชสกุลที่นำเสนอผ่านพระราชประวัติสมเด็จย่า ตั้งแต่เส้นทางของ “เด็กหญิงสังวาลย์” สู่การเป็น “แม่ของลูก” ที่สร้างพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ถึงสองพระองค์ จนเข้าสู่ห้อง “ความทุกข์ยากของประชาชน” ซึ่งทำให้รู้ว่าเสียงเล็ก ๆ ของราษฎรที่ยากลำบากไม่เคยถูกละเลย ด้วยพระวิริยะอุตสาหะเพื่อพัฒนาประเทศ ตามหลัก “ศาสตร์ของพระราชา” ที่มุ่งทำความ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อแก้ไขปัญหาในทุกหย่อมหญ้า ให้กับชาวไทย ซึ่งต่อมาสมเด็จย่าได้ทรงนำมาปรับใช้กับ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ หรือเรียกอีกอย่างว่า โครงการที่ “ลูกเรียนจากแม่ แม่เรียนจากลูก ชาวดอยตุงเรียนรู้จากสมเด็จย่า” ส่งผลสำเร็จมาถึงทุกวันนี้

ชัยชนะแห่งการพัฒนา ชาน้ำมันในประเทศไทย ช่วงบ่ายนี้ ออกจากดอยตุงไปยัง ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน อำเภอแม่สาย แหล่งเรียนรู้ที่ทำให้ตระหนักว่าสุขภาพคือรากฐานสำคัญของชีวิต ย้อนกลับไปในอดีต ขณะที่ผืนป่าดอยตุงกำลังอยู่ในช่วงพลิกฟื้นจากการถูกทำลาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล็งเห็นถึงประโยชน์ของต้นชาน้ำมันซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศจีน โดยเฉพาะรากที่สามารถยึดเกาะหน้าดิน ช่วยลดการพังทลายและแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรมได้เป็นอย่างดี จึงทรงมีพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนาร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนิน โครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมันและพืชน้ำมัน โดยนำต้นชาน้ำมันจากประเทศจีน มาทดลองปลูกบนพื้นกว่า ๓ พันไร่ ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง เส้นทางแห่งความมุ่งมั่นที่ต้องการปลูกต้นชาน้ำมันเพื่อรักษาป่าต้นน้ำ ได้ผลลัพธ์แสนมหัศจรรย์ เมื่อวิจัยแล้วค้นพบว่าน้ำมันจากเมล็ดชามีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก ช่วยต้านการเกิดอนุมูลอิสระ ลดคอเลสเตอรอล เพิ่มความแข็งแรงให้หัวใจและร่างกาย เหมาะสำหรับการนำไปประกอบอาหารในหลายรูปแบบโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสารก่อมะเร็ง และที่สำคัญ น้ำมันเมล็ดชา ยังได้รับตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” จากมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์อีกด้วย ปัจจุบัน ต้นชาน้ำมัน กลายเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่ เก็บเกี่ยวได้ยาวนาน ทำให้ชาวดอยตุงมีรายได้มั่นคงระยะยาวจากการปลูกและขายเมล็ดชา ศูนย์วิจัยฯ แห่งนี้จึงถือกำเนิดขึ้นตามแนวพระราชดำริ เพื่อศึกษาค้นคว้าและผลิตน้ำมันเมล็ดชาคุณภาพสูง ตลอดจนพัฒนาเป็นสินค้าแปรรูปอื่น ๆ เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุง เส้นผมและผิวพรรณ เพื่อส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับทุกคน ภายในศูนย์วิจัยฯ มีกิจกรรมหลายส่วนที่น่าเรียนรู้และชวนสร้างจิตสำนึกรักสุขภาพ เริ่มต้นที่ชมวีดิทัศน์และนิทรรศการบอกเล่าจุดกำเนิด ของต้นชาน้ำมันและพืชน้ำมันในประเทศไทย รวมถึงคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ สำหรับคณะศึกษาดูงาน ควรติดต่อทางศูนย์วิจัยฯ ล่วงหน้า เพื่อจัดเตรียมสถานที่และเจ้าหน้าที่ดูแล

โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงราย ดำเนินงานภายใต้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

โทรศัพท์ : สำนักงานดอยตุง ๐ ๕๓๗๖ ๗๐๑๕ - ๗, สำนักงานกรุงเทพฯ ๐ ๒๒๕๒ ๗๑๑๔
โทรสาร : ๐ ๕๓๗๖ ๗๐๗๗
เว็บไซต์: www.doitung.org
email : tourism@doitung.org
FB : DoiTungClub / สมเด็จย่า / Mae Fah Luang Foundation under Royal Patronage
IG : doitung_offical

อำเภอแม่สาย ศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมือ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ

โทรศัพท์ : ๐ ๕๓๗๖ ๗๐๑๕ - ๗
เปิดให้บริการ : ๐๘.๐๐ - ๑๗.๐๐ น.

ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน มูลนิธิชัยพัฒนา

โทรศัพท์ : ๐ ๕๓๗๓ ๔๑๔๐ - ๒ ต่อ ๐
โทรสาร : ๐ ๕๓๗๓ ๔๑๔๐ - ๒ ต่อ ๒๐๕
เว็บไซต์: www.teaoilcenter.org
FB : TeaOilCenter

มูลนิธิชัยพัฒนา

โทรศัพท์ : ๐ ๒๔๔๗ ๘๕๘๕ - ๘
โทรสาร : ๐ ๒๔๔๗ ๘๕๗๔
เว็บไซต์: www.chaipat.or.th

วันที่ 3

“ปัจจัยสำคัญของการเกษตรนอกจากเรื่องน้ำ เรื่องดินแล้ว การมีเมล็ดพันธุ์ที่ดีให้เกษตรกรปลูก ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก” พระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ อันเป็นจุดกำเนิดที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการจัดตั้ง ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่งเป็นจุดหมายของเช้าวันนี้ที่จะได้ชมต้นกำเนิดของเมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้าน สายพันธุ์ดี เปี่ยมด้วยสารอาหารชั้นเยี่ยม ร่วมสัมผัสวิถีเกษตร เยี่ยมชมแปลงผักปลอดภัยมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ผู้ซึ่งวางรากฐานสำคัญ ผลักดันระบบการเกษตรแบบดั้งเดิมของประเทศ สู่การเกษตรแบบยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุง พัฒนา และทดลองปลูกผักสายพันธุ์ดีให้เกษตรกรไทยได้มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ทนทานต่อโรคและแมลง ไปทำการปลูก ตลอดจนสนับสนุนให้ชาวบ้าน โดยรอบเข้าร่วมโครงการ “เพื่อนช่วยเพื่อน” เพื่อเป็นกำลังเสริมในการผลิตเมล็ดพันธุ์พระราชทานแก่ราษฎรในยามที่ประสบภัยพิบัติ สร้างโอกาสอันดีในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ภายในศูนย์ฯ มีกิจกรรมทางการเกษตรมากมาย เปิดรั้วสีเขียวให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเดินชม หรือเช่ารถจักรยานปั่นออกกำลังกายขยายปอดรับอากาศบริสุทธิ์ และแวะชมแปลงผักทดสอบเมล็ดพันธุ์ต่าง ๆ บนพื้นที่ทั้งหมด ๑๓๕ ไร่ ได้ทุกวัน พิเศษสุดในช่วงสิ้นปี ตั้งแต่วันที่ ๒๘ ธันวาคม - ๓ มกราคม ทางศูนย์ฯ จะจัดเตรียมรถไถนำเที่ยวไว้บริการฟรี เพื่อมอบความสุขส่งท้ายปีให้กับทุกคน

สุดยอดเมนูสร้างสรรค์ฉบับจันกะผัก (Scrapbook) มื้อกลางวันนี้ อิ่มอร่อยกับอาหารสุขภาพดีที่ ร้านจันกะผัก ปลายทางของผักสดที่ส่งตรงจากแปลง ถูกนำมารังสรรค์เป็นสุดยอดจานอร่อย เช่น สังสรรค์จันกะผัก เมนูผักทอดตามฤดูกาลกว่า ๙ ชนิด อย่าพลาดชิม น้ำจันกะผัก น้ำผักผลไม้รสชาติเปรี้ยวชื่นใจ และ กาแฟจันกะผัก สูตรพิเศษที่ผสมน้ำอัญชันและคาราเมลลงไป มีรสหวานเปรี้ยวหอมกลิ่นกาแฟ ท้ายด้วยไอศกรีมโฮมเมดหลากหลายรส เช่น อัญชัน ฟักทอง บานาน่าชีส และจันกะผัก ภายในศูนย์ฯ มีร้านค้าจำหน่ายพืชผักสดปลอดสารพิษ และเมล็ดพันธุ์พระราชทานหลากหลาย ชนิดที่บรรจุในซองกระดาษสารักษ์โลกให้เลือกซื้อไปปลูกในรั้วบ้าน ทดลองเป็นเกษตรกรน้องใหม่ตามวิถีพอเพียง

มหัศจรรย์พลังรักแห่งธรรมชาติ ช่วงบ่ายเดินทางมายังหมู่บ้านปางห้า อำเภอแม่สาย ณ จินนาลักษณ์ มิราเคิล ออฟ สา แหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ จุดประกายไอเดียสร้างสรรค์ให้ผู้มาเยือนได้มองเห็นคุณค่าความงามของสิ่งแวดล้อมรอบตัว ย้อนกลับไปเมื่อ ๒๐ ปีก่อน คุณจินนาลักษณ์ ชุ่มมงคล สตรีที่เติบโตมาจากหมู่บ้านปางห้า ผู้เปี่ยมล้นด้วยความรักในธรรมชาติ หลงใหลในงานฝีมือท้องถิ่นภาคเหนือ นั่นคือ กระดาษสา เพราะความสนใจอย่างมากจึงรับซื้อกระดาษสาจากชาวบ้านมาขายให้กับโรงงาน หารายได้ระหว่างเรียน แต่ไม่นานนักโรงงานก็ส่งสินค้ากลับคืนเพราะคุณภาพไม่ได้ตามมาตรฐาน แต่ด้วยความชื่นชอบ จึงเดินหน้าต่อบนเส้นทางนี้อย่างไม่ย่อท้อ

ขับเคลื่อนด้วยรัก สู่นักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จุดเริ่มต้นจากความรักธรรมชาติ เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้คุณจินนาลักษณ์ ผันตัวเองจากอาชีพรับซื้อและขายกระดาษสามาตั้งโรงงาน มุ่งมั่นทำกระดาษให้ได้คุณภาพ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกระดาษสา เช่น การ์ดอวยพรดอกไม้ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ขายได้กว่า ๑๐ ล้านแผ่นต่อปี ทำให้เกิดการแจกจ่ายงานให้ชาวบ้านโดยรอบ นอกจากนี้ ยังมีการสรรหาวัตถุดิบจากเส้นใยธรรมชาติที่เหลือทิ้ง จำพวก ต้นกล้วย ดาหลา เปลือกกระเทียม ป่านศรนารายณ์ หญ้าแฝก ฯลฯ มาทดลองทำกระดาษ และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น กล่องของขวัญ ถุงหิ้ว สมุด วอลเปเปอร์ และชุดวิวาห์ เป็นต้น ผลงานที่สร้างชื่อเสียง คือ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเส้นใยต้นกล้วย กลายเป็นผลิตภัณฑ์แรกในโลกที่ได้รับรองติดฉลาก Upcycle Carbon Footprint ผลิตภัณฑ์ลดโลกร้อน สร้างสรรค์จากขยะทางธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม เส้นทางธุรกิจนี้ไม่ได้สวยดั่งฝันเสมอไป ด้วยต้นทุนที่สูงเนื่องจากเป็นงานฝีมือ ประกอบกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ทำให้กระดาษเส้นใยธรรมชาติไม่ได้รับความนิยมเฉกเช่นแต่ก่อน ปัจจุบันจึงได้ปรับพื้นที่โรงงานให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อส่งต่อภูมิปัญญาด้านกระดาษสา ให้ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและได้รับความสุขกลับไป

เปิดหมู่บ้านท่องเที่ยว เส้นทางสีเขียวแห่งความสุข ด้วยการรวมพลังรักบ้านเกิดของชุมชนคนไทยลื้อทำให้หมู่บ้านปางห้า หมู่บ้านเล็ก ๆ ของอำเภอแม่สาย กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีมนต์เสน่ห์ทางศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านและวิถีชีวิตพอเพียง เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวเข้าไปค้นหาและทดลองใช้ชีวิตแบบเนิบช้ากับการปั่นจักรยานเที่ยวบนเส้นทางสีเขียวแสนร่มรื่นรอบหมู่บ้าน ทำความรู้จักกับวิถีชีวิตชาวปางห้าที่เรียบง่ายและอบอุ่น ตามสถานีกิจกรรมต่าง ๆ ดังต่อไปนี้...

ปั่นรอบบ้าน เปิดม่านวิถีชุมชน ทุ่งหญ้าเขียวขจีกว้างไกลสุดสายตา สร้างความร่มรื่นตลอดเส้นทางปั่นจักรยาน ทอดยาวไปสู่สถานีกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน และสถานีแรก คือ บ้านจิ้งหรีดเงินแสน ในดงผลไม้ จะได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องระงมอันเป็นเอกลักษณ์ ป้านาง ผู้เป็นเจ้าของบ้าน เล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า เพาะเลี้ยงจิ้งหรีดมา ๓ ปี สร้างรายได้ดีมาก ต้นทุนไม่สูง ให้อาหารเป็นลำอ่อน และจิ้งหรีดเป็นสัตว์เลี้ยงง่าย พออายุครบ ๔๕ วัน สามารถขายได้เลย ทำให้ป้านางยึดอาชีพนี้มาจนถึงปัจจุบัน นอกจากบ่อจิ้งหรีดแล้ว ยังมีสวนผลไม้รอบบ้าน หากฤดูกาลออกผลมาถึง สามารถเก็บขายเป็นรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

บ้านตีมีดโบราณ สืบสานรุ่นสู่รุ่น เสียงค้อนกระทบกับใบมีดดังโป๊ก ๆ แสดงถึงความแม่นยำและชำนาญของลุงแสง มือตีมีดในตำนานแห่งบ้านปางห้า เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเรียนรู้การตีมีดแบบใช้เตาเผาโบราณ ด้วยประสบการณ์ตีมีดกว่า ๔๐ ปีที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ ทำให้ลุงแสงสามารถตีมีดได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นมีดเหน็บ มีดโต้ มีดพก ฯลฯ ไม่เพียงเท่านั้น ยังลับมีดเก่าหรือมีดที่หมดคมแล้ว ให้กลับมาใช้งานเหมือนมีดใหม่ได้อีกครั้ง ส่วนเหล็กที่ลุงแสงนำมาทำมีด คือ แหนบรถยนต์เก่า เพราะมีความแข็งแรง คงทนอย่างมาก มองไปบริเวณบ้านจะพบต้นลำไย ข้าวโพด และแปลงผักสวนครัวขนาดเล็ก ปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี ส่วนใหญ่ลุงแสง จะเก็บเพื่อรับประทานเองหรือแจกเพื่อนบ้าน หากเหลือจะนำไปขายในชุมชน สร้างรายได้เสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ

สุขอย่างพอเพียง กับบ้านเทียน ๑๒ ราศี สถานีต่อมา จะพาไปแหล่งผลิตเทียนไขที่บ้านของลุงพิชัย ชมสาธิตการผลิตเทียนไขด้วยเครื่องจักรสมัยใหม่ ตั้งแต่การต้มพาราฟินผสมสี จนถึงขั้นตอนใส่ไส้เทียน สำหรับเทียนไขที่นี่จะผลิตสองสี ได้แก่ สีขาวและสีเหลือง ในหลากหลายขนาด นอกจากการผลิตเทียนไขแล้ว ลุงพิชัยยังทำไร่ข้าวโพดควบคู่ไปด้วย บริเวณรอบบ้านอันกว้างใหญ่ของลุงพิชัย มีการจัดสรรที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบด้วย ไร่ข้าวโพด แปลงผักสวนครัว และเล้าไก่ไข่ที่เลี้ยงไว้บนบ่อปลานิล โดยให้มูลไก่ร่วงลงน้ำเป็นอาหารปลา เป็นการประหยัดค่าอาหารไปในตัว ส่วนน้ำในบ่อก็นำมารดแปลงผัก ผลผลิตที่ได้ลุงพิชัยจะเก็บมารับประทานเอง ส่วนที่เหลือจะนำไปแลกกับผลผลิตอย่างอื่นที่เพื่อนบ้านมี ลุงพิชัยเป็นอีกคนหนึ่งในหมู่บ้านปางห้าที่ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คืนสู่วิถีดั้งเดิมที่อิ่มเอม

ฝรั่งกิมจูวิถีอินทรีย์ เด็ดกินได้จากต้น จากนั้นแวะไป สวนฝรั่งกิมจู ฝรั่งที่ปลูกแบบวิถีอินทรีย์ ดูแลรักษาด้วยการห่อลูกฝรั่งเพื่อป้องศัตรูพืช ทำให้ลูกฝรั่งมีผลสวย สะอาด และรสชาติหวานกรอบ โดยปกติทางไร่จะขายส่งตลาดแม่สาย แต่หากมีลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวมาเยือนหมู่บ้าน ก็สามารถซื้อจากไร่ได้เลย หรือจะเด็ดกินจากต้น เจ้าของสวนก็ยินดี

เสบียงรอบรั้วบ้าน เกษตรอินทรีย์ บ้านปูนชั้นเดียวหลังเล็กภายในหมู่บ้านปางห้า ถูกห้อมล้อมด้วยสวนเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานที่ละลานตาไปด้วยพืชผักสวนครัว สมุนไพร และผลไม้นานาชนิด เจ้าของบ้านตั้งใจปลูกไว้เพื่อรับประทานเอง จึงใช้ปุ๋ยคอก มูลวัวและมูลควายเท่านั้น ภายหลังผลผลิตมีจำนวนมาก จึงนำมาวางขายหน้าบ้าน คนในชุมชนหรือนักท่องเที่ยวที่ผ่านมาสามารถเลือกซื้อผลิตผลได้ในราคาย่อมเยา รับรองความสด สะอาด และปลอดภัย

ชิมสูตรลับ ตำรับไทยลื้อ มาถึงสถานี บ้านอิ่มอุ่น ต้องลองชิม พิซซ่าไทยลื้อ โดยดัดแปลงสูตรมาจากพิซซ่ากับอาหารพื้นบ้านไทยลื้อ มีวิธีการทำคือ นำแป้งข้าวเจ้าเทลงในถาดนึ่งกลม และนำไปนึ่งที่หม้อน้ำร้อน จากนั้นตอกไข่ใส่ถ้วย เติมถั่วเน่า พริกส้ม กระเทียมเจียว ปรุงรสตามต้องการ ตีให้เข้ากัน และราดลงบนแป้งข้าวเจ้าที่นึ่งเมื่อสักครู่ จากนั้นโรยหน้าด้วยไส้กรอกและกะหล่ำปลีซอย นำไปนึ่งอีกครั้งจนกว่าจะได้ที่ เป็นอันเสร็จสิ้นได้พิซซ่าไทยลื้อน่ารับประทาน

ยืนหยัดอย่างเข้มแข็ง ในวิถีพอเพียง หมู่บ้านปางห้ายังมีอีกหลายสถานีที่น่าสนใจ เช่น บ้านเจียระไนหยก บ้านขนมล็อคนา บ้านคนเอาถ่าน เป็นต้น หากเที่ยวภายในครึ่งวันไม่หมด สามารถพักค้างคืนที่โฮมสเตย์ของหมู่บ้านได้ ในบรรยากาศสบาย ๆ อีกทั้งจะได้ร่วมรับประทานอาหารแบบขันโตก ชมการแสดงพื้นบ้าน และสนุกสนานกับรำวงไทยลื้อ พร้อมกิจกรรมอื่น ๆ ยามค่ำคืน หมู่บ้านปางห้า รอต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยหัวใจ ให้เข้ามาเรียนรู้ สัมผัสกับธรรมชาติบนรากฐานความพอเพียง ความเรียบง่าย และเอื้อเฟื้อต่อกัน ตลอดจนได้เห็นถึงการรักษาศิ ลปวัฒนธรรมพื้นบ้านต่าง ๆ ให้ดำรงอยู่อย่างยาวนาน พร้อมถ่ายทอดให้ผู้มาเยือนได้รับรู้เพื่ออนุรักษ์เป็นมรดกแก่ลูกหลานต่อไป

สูงเฉียดฟ้า อาณาจักรกาแฟดอยช้าง ในอดีตผู้คนบนดอยช้างหาเลี้ยงชีพด้วยการปลูกฝิ่นขายและทำไร่เลื่อนลอย ส่งผลให้เกิดปัญหาแผ้วถางป่าอย่างหนัก จนดอยช้างกลายเป็นภูเขาหัวโล้น กระทั่งมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้นำต้นกล้ากาแฟ แห่งความหวังมาปลูกในพื้นที่ เพื่อทดแทนฝิ่นและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) ต้นกล้ากาแฟมีการเจริญเติบโตให้ผลผลิตดีมาก การเจริญงอกงามนี้เป็นสัญญาณแห่งอนาคตอันสดใสที่รออยู่ ในปี ๒๕๒๘ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย ได้ก่อตั้งขึ้น เพื่อสานต่อเป้าหมายตามแนวทางพระราชดำริ ทำการวิจัยคัดสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับพื้นที่ ทนทานต่อโรคและได้รสชาติดี มีการแจกต้นกล้าให้ชาวบ้านนำไปปลูก พร้อมกับเพาะพันธุ์กล้าไม้พื้นถิ่นโตเร็ว และพืชเมืองหนาว เช่น ท้อ บ๊วย พลัม (ลูกไหน) และแมคคาเดเมีย เพื่อปลูกป่า เร่งพลิกฟื้นภูเขาโล้นแล้งให้กลาย เป็นอาณาจักรกาแฟในป่าใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ เป็นเวลาเนิ่นนานที่คนบนดอยช้างเฝ้ามองการเจริญเติบโตของพืชเศรษฐกิจนี้ ฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ มามากมาย ในที่สุดเส้นทางแห่งกาแฟก็กำเนิดชีวิตใหม่ให้กับคนทั้งดอย เปลี่ยนจากอาชีพปลูกฝิ่น มาปลูกกาแฟเป็นหลัก พัฒนาสู่การแปรรูป เปิดร้านกาแฟ และสร้างแบรนด์ของตัวเอง โดยไม่ต้องพลัดถิ่นไปทำงานไกลบ้าน เพราะมีต้นกาแฟเป็นดั่งทรัพย์สมบัติอันล้ำค่า จากธรรมชาติรายล้อมอยู่รอบตัว

ดอยช้างในอ้อมกอดของขอบฟ้า ขึ้นมาบนจุดชมวิวจะเห็นทัศนียภาพโดยรอบของดอยช้างและมองเห็นหมู่บ้านของชุมชนคนปลูกกาแฟอยู่ด้านล่าง ตัดกับขอบฟ้าสีครามและเมฆขาวที่ไหลผ่านทิวเขาน้อยใหญ่ ราวกับกำลังห่มผ้าให้หมู่บ้านได้อุ่นขึ้น เป็นภาพที่สวยงามน่าประทับใจ

เยี่ยมชมโรงงานกาแฟไทย เลื่องชื่อระดับโลก ช่วงบ่าย เยี่ยมชม โรงงานกาแฟดอยช้าง กาแฟลักษณะพิเศษที่ได้รับการรับรองการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) ของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและรับซื้อกาแฟผลสุกรายใหญ่ที่สุดในดอยช้าง เมื่อถึงฤดูกาลรับซื้อผลผลิต โรงงานแห่งนี้จะเต็มไปด้วยเชอร์รีจากเกษตรกรรวมกันราว ๆ ๔๐ - ๕๐ ตันต่อวัน โดยจะรับซื้อเป็นเวลา ๖ เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม - มีนาคม ของทุกปี หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการแปรรูปและจัดจำหน่ายต่อไป นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเลือกซื้อและนั่งจิบกาแฟดอยช้าง ซึ่งคั่วสด ๆ จากโรงงาน หรือหากสนใจท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ จะมีเจ้าหน้าที่พาเดินชมโรงงาน พร้อมอธิบายขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การรับซื้อ กระบวนการคัดเกรดอย่างพิถีพิถัน จนถึงการคั่วและบรรจุภัณฑ์ ให้เห็นถึงเส้นทาง การผลิตของกาแฟไทยคุณภาพระดับโลก

ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ

โทรศัพท์ : ๐ ๕๓๗๓ ๓๒๒๒
โทรสาร : ๐ ๕๓๗๓ ๓๙๙๗ , ๐ ๕๓๗๓ ๓๗๓๔
เว็บไซต์: www.princechak.com

จินนาลักษณ์ กระดาษสา

โทรศัพท์ : ๐ ๕๓๖๗ ๕๓๙๕, ๐๘ ๑๘๘๓ ๙๐๖๒
FB : Jinnaluck Miracle of saa
Email : jinnaluck@gmail.com

หมู่บ้านปางห้าโฮมสเตย์

โทรศัพท์ : ๐๖ ๔๖๗๙ ๗๔๗๐
Line id : panghahomestay
FB : ท่องเที่ยวชุมชนหมู่บ้านปางห้าโฮมสเตย์ Pangha Homestay

อำเภอแม่สรวย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย

โทรศัพท์ : ๐ ๕๓๑๖ ๐๘๑๒, ๐ ๕๓๖๐ ๒๗๕๑
โทรสาร : ๐ ๕๓๑๖ ๐๘๑๓
Email : wawee.doa@doa.in.th
เปิดบริการ วันจันทร์ - วันศุกร์

พิชัย สำโรงแดง

เจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และพัฒนาชุมชน มูลนิธิสายใยแผ่นดิน
โทรศัพท์ : ๐๘ ๕๗๑๑ ๙๙๕๕

ภาคภูมิ แลเฌอกู่

ประธาน วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟอินทรีย์รักษาป่าบ้านดอยช้าง
โทรศัพท์ : ๐๖ ๑๓๗๓ ๒๐๐๗