Amazing Green Route
เส้นทางวิถีแห่งความพอเพียง สู่สายน้ำแห่งประวัติศาสตร์
จังหวัดสมุทรสงคราม – จังหวัดกาญจนบุรี

เส้นทางวิถีแห่งความพอเพียง สู่สายน้ำแห่งประวัติศาสตร์

จังหวัดสมุทรสงคราม – จังหวัดกาญจนบุรี

เริ่มต้น

เส้นทางนี้เริ่มต้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ตั้งอยู่ทางภาคกลางของ ประเทศไทย และต่อด้วยจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ของภาคกลาง เป็นเส้นทางสีเขียวที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ทั้ง ภายในชุมชน แม่น้ำ ผืนป่า ที่ถูกอนุรักษ์และรักษาไว้อย่างดี รวมไป ถึงการเดินทางแบบโลว์คาร์บอน ซึ่งมีทั้งการเดินทางโดยรถไฟบน สายที่สั้นที่สุดในประเทศไทยที่มีระยะทางเพียง ๓๔ กิโลเมตร เดิน ทางโดยการปั่นจักรยาน เดินเท้า หรือจะเป็นการล่องเรือ จากท่าน้ำ ในเมืองที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน เพียงไม่กี่นาทีก็เข้าสู่ บรรยากาศของ ป่าจากและวิถีชีวิตแบบชนบทริมน้ำ หรือจะเป็นการ เดินทางที่ขับรถ ไต่ไปตามร่องเขาเพื่อเข้าสู่ผืนป่า ทางรถไฟและ สายน้ำแห่งประวัติ ศาสตร์ ระหว่างเส้นทาง ยังมีกิจกรรมสนุกๆ อีกหลากหลายให้ได้ร่วมทำ ที่สำคัญเป็นกิจกรรมที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าว การสานใบมะพร้าว การทำขนมไทย พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้คนในชุมชม หรือแม้กระทั้งผจญภัยบนยอดไม้แบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางแบบไหน และเดินทางไปพบอะไร เรียกได้ว่าจะได้ครบทุกสัมผัส ทั้งความรู้ ความเข้าใจถึงวิถีที่เกิดขึ้น ได้เรียนรู้ถึงการมีจิตอนุรักษ์ในธรรมชาติของชุมชน มีการใช้ชีวิตบนวิถีแห่งความพอเพียง ใส่ใจดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ตระหนักถึงความสำคัญของการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ทั้งหมดนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนหันมารักษาธรรมชาติและเพิ่มความเป็นสีเขียวในหัวใจ

วันที่ 1

เป้าหมายแรกคือสถานีรถไฟแม่กลอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ตลาดร่มหุบ ตลาดแห่งเดียวในโลกที่ไม่เหมือนใคร คือเป็นตลาดที่ขายของบนราง รถไฟ ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ อาหารสด อาหารแห้ง กะปิ น้ำปลา และที่สำคัญเวลาที่รถไฟจะวิ่งเข้าหรือออกจากสถานี พ่อค้าแม่ค้าจะ ต้องหุบร่มที่กางไว้สำหรับกันแดด เพื่อให้รถไฟวิ่งผ่านไปได้ และเมื่อ รถไฟวิ่งผ่านไปแล้ว จะกางร่มกลับมาเหมือนเดิม การมาเยือนตลาด ร่มหุบนั้นทำได้สองวิธี และเป็นสองวิธีที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไป วิธีแรก คือ มาโดยรถไฟ ซึ่งจะให้ความรู้สึกจากด้านบนรถไฟมองลง มายังด้านล่างที่เป็นตัวตลาด จะสัมผัสได้ถึงความแคบ ความเล็กของ ทาง และความหวาดเสียวเล็กน้อยจากของที่วางขายอยู่ริมทาง รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าที่ยืนอยู่ด้านล่าง วิธีที่สอง คือ มาทางรถยนต์ และเดินมารอชมตลาดร่มหุบบริเวณสถานีรถไฟแม่กลอง โดยที่จะเห็นพ่อค้าแม่ค้าวุ่นกับการหุบร่ม รวมไปถึงมองเห็นรถไฟกำลังวิ่งเข้าสู่ชานชลา เป็นภาพที่น่าตื่นเต้น ท้าทาย และน่าอัศจรรย์ใจที่ว่านี่คือวิถีชีวิตของชาวแม่กลองที่มีมายาวนาน และไม่น่าแปลกใจที่จะได้รับการยกให้เป็นตลาดร่มหุบหนึ่งเดียวในโลก

ที่ตั้งตลาดร่มหุบ
อยู่ภายในตลาดแม่กลอง ติดกับสถานีรถไฟแม่กลอง
ถนนเกษมสุขุม ตำบลแม่กลอง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม
เปิดบริการ:ทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๕.๐๐ – ๑๗.๐๐ น.
ฤดูกาลท่องเที่ยว: ตลอดทั้งปี

การเดินทางมาตลาดรุ่มหุบ
โดยรถไฟ

สถานีรถไฟบ้านแหลม – สถานีรถไฟแม่กลอง
การเดินทางมายังสถานีรถไฟบ้านแหลม ต้องเริ่มต้นจากขึ้นเรือข้ามแม่น้ำท่าจีน ที่ “ท่าเรือข้ามฟากมหาชัย-ท่าฉลอม” หรือชาวบ้านละแวกนั้นเรียกว่า “ท่าเรือรับลม” ซึ่งท่าเรือนี้ หากเดินเท้าจะอยู่เพียง ๕ นาทีจากสถานีรถไฟมหาชัย เมื่อข้ามเรือไปแล้ว ฝั่งตรงข้ามเรียกว่า “ท่าฉลอม” เดินออกจากท่าเรือท่าฉลอม จะเห็นป้ายสถานีรถไฟบ้านแหลม เดินไปตามป้ายไม่ไกล (ประมาณ ๕ นาที) จะถึงสถานีรถไฟบ้านแหลม นั่งรถไฟจากสถานีบ้านแหลมไปยังสถานีแม่กลองเป็นระยะทางประมาณ ๓๔ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง ๑ ชั่วโมงเศษ หมายเหตุ: ท่าเรือข้ามฟากมหาชัย-ท่าฉลอม เปิดบริการ ๒๔ ชั่วโมง ค่าโดยสารคนไทยและชาวต่างชาติเท่ากันคือ ๓ บาทต่อเที่ยว

สถานีรถไฟลาดใหญ่ – สถานีรถไฟแม่กลอง
นักท่องเที่ยวบางคนมีเวลาไม่มาก แต่ต้องการสัมผัสบรรยากาศตลาดร่มหุบจากบนรถไฟ สามารถดักรอขึ้นรถไฟจากสถานีลาดใหญ่ได้ ซึ่งเป็นสถานีก่อนจะถึงปลายทางที่แม่กลอง การมาดักรอขึ้นรถไฟที่นี่ ควรมาก่อนเวลารถไฟสัก ๕-๑๐ นาที เพราะรถไฟที่มาจอดสถานีนี้จอดไม่นาน เพียงจอดให้คนขึ้น-ลงเท่านั้น จึงควรจะเผื่อเวลาไว้เพื่อให้ขึ้นรถไฟได้ทันเวลา ระยะเวลาจากสถานีลาดใหญ่ไปยังสถานีแม่กลองประมาณ ๒๐ นาที

ตารางเวลารถไฟ

ออกจากสถานีรถไฟบ้านแหลม ออกจากสถานีรถไฟลาดใหญ่ ถึงปลายทางสถานีรถไฟแม่กลอง
๐๘.๐๕ น. ๐๙.๓๓ น. ๐๙.๕๐ น.
๑๒.๐๕ น. ๑๓.๒๙ น. ๑๓.๔๕ น.
๑๖.๔๐ น. ๑๘.๐๗ น. ๑๘.๒๒ น.


อัตราค่าโดยสาร: คนไทยขึ้นรถไฟฟรี ชาวต่างชาติ คิดตามระยะทาง เริ่มต้นที่สถานีบ้านแหลม ๑๐ บาทต่อคน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
การรถไฟแห่งประเทศไทย (เบอร์ศูนย์บริการข้อมูล ๒๔ ชั่วโมง) ๑๖๙๐
สถานีรถไฟบ้านแหลม ๐ ๓๔๔๙ ๘๐๕๕
สถานีรถไฟแม่กลอง ๐ ๓๔๗๑ ๑๙๐๖
สามารถซื้อตั๋วรถไฟและสำรองที่นั่งผ่านระบบอินเตอร์เน็ตได้ที่ www.railway.co.th หรือ www.thairailticket.com

โดยรถยนต์
หากใครต้องการเห็นภาพรถไฟวิ่งตัดผ่านตลาดร่มหุบ เห็นภาพแม่ค้าพ่อค้ากำลังหุบร่ม หรือเตรียมเคลียร์พื้นที่ให้รถไฟ แนะนำให้เดินทางโดยรถยนต์ สามารถจอดรถไว้ที่บริเวณข้างๆ โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟแม่กลองเพียง ๑๐๐ เมตร หรือจอดรถไว้ที่วัดเพชรสมุทร อยู่ห่างจากสถานีรถไฟแม่กลองเพียง ๒๐๐ เมตร

หลังจากตื่นตาและสนุกสนานที่ตลาดร่มหุบแล้ว สามารถเดินเท้าต่อไปยังวัดเพชรสมุทรวรวิหาร อยู่ห่างจากตลาดเพียง ๒๐๐ เมตร เพื่อไปขึ้นเรือต่อไปยังกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ ภายในบริเวณวัด มีลานจอดรถกว้างขวาง และเป็นที่ตั้งของท่าเรือ โดยที่เป้าหมายต่อไปคือนั่งเรือหางยาวจากท่าน้ำวัดไปยังกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ เพียงไม่กี่นาทีจากเมืองที่วุ่นวาย ก็ล่องเข้าสู่ความสงบเงียบ สองข้างทางเต็มไปด้วยแนวต้นลำพู ลำแพน และต้นจาก ระหว่างทางผ่านบ้านเรือนเก่าแก่อายุกว่า ๒๐๐ ปี โรงซ่อมเครื่องเรืออายุเก่าแก่กว่า ๑๐๐ ปี ท่าเทียบเรือประมง อู่ซ่อมเรือ วัดใหญ่ วัดพวงมาลัย นอกจากนี้ยังมีวิถีชีวิตชาวริมน้ำให้เห็นไม่ว่าจะเป็น กระชังปลา เรือประมง คนหาปลา เป็นต้น ล่องไปได้สักพัก จะเลี้ยวเข้าสู่คลองบางผีหลอก จะเห็นบ้านที่อยู่อาศัยของชาวริมคลอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเดียวกัน สร้างบ้านติดๆ กัน สองฝั่งคลองเต็มไปด้วยต้นแสมและต้นโกงกาง ใช้เวลาในการล่องเรือไม่เกิน ๑๕ นาที ก็จะถึงวิสาหกิจชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์

ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ ที่ๆ สืบสานและต่อลมหายใจของวิถีชีวิตชาวบ้านริมคลองอย่างแท้จริง มาที่นี่ จะได้เรียนรู้กิจกรรมที่เสริมสร้างความรู้ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังได้เรียนรู้วิถีชุมชนที่ผูกพันกับการเกษตร ศิลปหัตถกรรมและวัฒนธรรมพื้นบ้าน และที่สำคัญคือชีวิตที่ผูกพันกับมะพร้าว มีการต่อยอดกิจกรรมต่างๆ ที่ทำมาจากมะพร้าว ไม่ว่าจะเป็นขนมไทยที่ทำจากมะพร้าว การทำน้ำตาลมะพร้าว การทำจักสานจากทางมะพร้าว และได้เรียนรู้คุณประโยชน์จากมะพร้าวตั้งแต่ต้นไปจนลูกมะพร้าว นอกจากนี้ยังเป็นชุมชนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีการทำเกษตรปลอดสาร ทำปุ๋ยอินทรีย์ และมีกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติ เช่น ปลูกป่าชายเลน หรือจะเป็นกิจกรรมที่คงไว้ซึ่งวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม เช่น เก็บพืชผักสวนครัวที่อยู่รอบบ้านมาปรุงอาหาร การละเล่นพื้นบ้านของเด็กๆ การพักผ่อนในบ้านไม้ริมคลอง ใส่บาตรพระทางเรือยามเช้า เป็นต้น ด้วยความหนักแน่นของคนในชุมชนที่จะดำรงไว้ซึ่งความเป็นวิถีแห่งธรรมชาติ ในขณะเดียวกันยังอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ได้อย่างสมบูรณ์

จบภารกิจการเรียนรู้การอยู่แบบวิถีพอเพียง ต้องเรียนรู้การกินแบบพอเพียงด้วยเช่นกัน การหุงหาอาหารของบ้านริมคลองแทบไม่ต้องหาซื้อจากที่ไหน เพราะรั้วรอบบ้านเต็มไปด้วยพืชผักสวนครัวที่หยิบจับอะไรก็เจอ ไม่ว่าจะเป็นใบมะกรูด พริก มะนาว ตะไคร้ อยากทานปลา ก็มีคลองอยู่หน้าบ้าน หิวน้ำ ก็มีน้ำมะพร้าวให้ดื่ม ส่วนเมนูกับข้าวนั้นก็เป็นเมนูพื้นบ้านที่แสนอร่อย เช่น ฉู่ฉี่ปลาทู ต้มยำกุ้ง ผัดฉ่าปลา ด้วยความสด สะอาด ปราศจากสารพิษนี้ ทำให้มื้อกลางวันที่บ้านริมคลองอิ่มทั้งท้องอิ่มทั้งใจ

การเดินทางมาวิสาหกิจชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์
GPS: N 13 25.433’ E 99 58.772’
วิ่งบนถนนทางหลวงหมายเลข ๓๒๕ ทางเดียวกับที่ไปตลาดน้ำอัมพวา ก่อนเข้าอัมพวา ๔ กิโลเมตร จะมีป้ายบอก จากนั้นยูเทิร์นข้างหน้า ตรงมาเรื่อยๆ และเลี้ยวซ้ายเข้าซอยร้านอาหารชาวเล และกนกรัตน์รีสอร์ท ตรงเข้าไปจะมีแผนที่เป็นป้ายใหญ่ๆ บอกทางให้เลี้ยวตามลูกศรขับผ่านเข้ามายังสำนักปฏิบัตธรรม ระยะไม่เกิน ๑ กิโลเมตร จะถึงบ้านริมคลอง

ติดต่อกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์

คุณถิรดา เอกแก้วนำชัย (คุณเล็ก)
โทร. ๐ ๓๔๗๕ ๒๗๗๕ , ๐๘ ๙๑๗๐ ๒๙๐๔
๔๓/๑ หมู่ ๖ ตำบาลบ้านปรก อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม ๗๕๐๐๐
เว็บไซต์: www.baanrimklong.net
เฟสบุค: Baanrimklong Homestay
อีเมล์: homestay_baanrimklong@hotmail.com
เปิดบริการ: ทุกวัน
ฤดูกาลท่องเที่ยว: ตลอดทั้งปี

สิ่งอำนวยความสะดวก
โฮมสเตย์ ที่พัก อาหาร ร้านจำหน่ายสินค้าภายในชุมชน เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำตาลมะพร้าว และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสมุนไพร

เรียนรู้วิถีชีวิตริมคลองไปแล้ว เดินทางมาเรียนรู้ชีวิตวิถีป่าชายเลนกันต่อที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน ทีนี่มีประวัติความเป็นมาที่น่ายกย่องและน่าภูมิใจ เพราะเป็นผืนป่าที่ชาวชุมชนตำบลคลองโคนร่วมแรงร่วมใจกันปลูกป่าขึ้นมาตลอดระยะเวลายี่สิบกว่าปี กุ้ง หอย ปู ปลา นิเวศป่าชายเลน กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ทำให้ชุมชนชาวคลองโคนมีกำลังใจ รู้จักรัก รู้จักหวงแหน และอบรมบ่มสอนลูกหลานเห็นคุณค่าของป่าชายเลนอย่างจริงจัง นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ นอกจากจะได้เรียนรู้เรื่องระบบนิเวศป่าชายเลนในทางทฤษฎีแล้ว ยังสามารถลงมือปฏิบัติเป็นนักปลูกป่าด้วยเช่นกัน โดยที่ศูนย์ฯ มีจัดกิจกรรมพาไปปลูกป่าชายเลน พืชที่ใช้ปลูก ได้แก่ ต้นโกงกาง ต้นแสม และต้นลำพู และรู้หรือไม่ว่าการปลูกป่าชายเลน ไม่ควรปลูกแต่ต้นโกงกาง เพราะเนื่องจากคลื่นลมทะเลแปรปรวน ควรมีไม้อื่นช่วยยึดหน้าดินด้วย เช่น ต้นแสม ต้นลำพู และด้วยความแข็งแรงของหน้าดิน ป่าชายเลนจึงเป็นแหล่งสำคัญในการวางไข่ของสัตว์น้ำ และเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนอีก

ความพิเศษของเส้นทางนี้ไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวเชิงสีเขียว แต่ยังพิเศษในเรื่องของการพักผ่อนในสถานที่ๆ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย ที่จังหวัดสมุทรสงครามมีโรงแรมและรีสอร์ทหลายแห่งที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับธรรมชาติและวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด รวมไปถึงมีรีสอร์ทที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการนำวัสดุธรรมชาติมาตกแต่งภายใน การปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว การแยกขยะ เป็นต้น

การเดินทางมาศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน
GPS: N 13 19.888’ E 99 58.146’
วิ่งบนเส้นทางถนนพระราม ๒ มุ่งหน้าสู่จังหวัดสมุทรสงคราม ข้ามสะพานพระราม ๒ (ข้ามแม่น้ำแม่กลอง) ขับตรงไป ๕ กิโลเมตร เจอปั๊มปตท. ด้านซ้ายมือ ให้ใช้ทางเบี่ยงเข้าไปทางซ้ายถนนเส้นที่ผ่านหน้าปั๊มปตท. เลยปั๊มไปประมาณ ๑๐๐ เมตร จะมีทางแยกซ้ายมือ ที่กิโลเมตร ๗๒ มีป้ายบอกเป็นเส้นทางลัดไปชะอำ ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไป จะเจอสามแยกที่วัดธรรมประดิษฐ์ ให้เลี้ยวซ้ายอีกครั้ง แล้วขับรถเข้าไปในตำบลคลองโคน ให้สังเกตจะมีป้ายบอกเส้นทางไปศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคนเป็นระยะๆ

ติดต่อศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน
คุณพิร์นิธิ รัตนพงศ์ธระ (คุณเชษฐ์) โทร. ๐๘ ๖๑๗๗ ๗๙๔๒, ๐๘ ๗๑๕๕ ๕๗๘๖
คุณศรัญญา รัตนพงศ์ธระ(คุณนุ้ย) โทร. ๐๘ ๓๑๕๕ ๔๑๔๑, ๐๘ ๗๓๔๙ ๙๔๕๖
๑/๓ หมู่ ๓ ตำบลคลองโคน อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม ๗๕๐๐๐
เว็บไซต์: www.phuyaichonghomestay.9nha.com
เฟสบุค: ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลน คลองโคน
อีเมล์: Chet.2508@gmail.com
ไลน์: Chet.kk
เปิดบริการ: ทุกวัน
ฤดูกาลท่องเที่ยว: ตลอดทั้งปี

สิ่งอำนวยความสะดวก
โฮมสเตย์ ที่พัก อาหาร โปรแกรมล่องเรือชมธรรมชาติ วิถีชีวิตชาวประมง ปลูกป่าชายเลน

หมายเหตุ:
๑)หากต้องการเล่นกิจกรรมถีบกระดานเลนเก็บหอยแครง และแถกเรือบนเลน จะเล่นได้เฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม – ต้นเดือนกันยายน เท่านั้น
๒)หากมีการทำกิจกรรมถีบกระดานเลน สกีกระดานเลน หรือปลูกป่าชายเลน ควรเตรียมเสื้อผ้ามาสำหรับเปลี่ยนด้วย

วันที่ 2

เช้าวันใหม่ พระอาทิตย์ใกล้โผล่พ้นขอบฟ้า หากเป็นวิถีชีวิตของชาวอัมพวา ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมคลอง จะมารอตักบาตรพระที่พายเรือมารับบิณฑบาตรบริเวณท่าน้ำ มีโอกาสมาพักริมคลองแล้ว สามารถมารอตักบาตรพระได้ในยามเช้า นอกจากจะได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบคนอัมพวาจริงๆ ยังได้อิ่มบุญกันอีกด้วย

เช้านี้เริ่มต้นการเดินทางด้วยการไปเยี่ยมชมตลาดน้ำบางน้อย มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ที่สำคัญยังมีภาพวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในริมคลองบางน้อยให้เห็น มีห้องแถวไม้เก่าๆ ให้ชม มีร้านขายยา ร้านขายของชำแบบโบราณ มีบรรยากาศน่ารัก สบายๆ ไม่แออัด สิ่งแวดล้อมดี คลองสะอาด สภาพตลาดยังคงขนบเดิมๆ ควรค่าแก่การอนุรักษ์อย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำบางน้อยจะครึกครื้นพิเศษในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ มีพ่อค้าแม่ขายมาเปิดร้านจำหน่ายสินค้าของที่ระลึก กาแฟสด กาแฟไทย ชาไทย หรือแม้กระทั่งนวดไทย ที่น่าประทับใจคือ ยังมีชาวสวน ชาวไร่ นำพืชผัก ผลไม้จากสวนตัวเองมาวางจำหน่าย ทั้งมะนาว พริก ส้มโอ มะละกอ ส่วนใหญ่ล้วนมาจากสวนที่ปลอดสารพิษ และเน้นแนวทางการปลูกพืชแบบเกษตรอินทรีย์เป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีอาหารอร่อยๆ หลายอย่าง เป็นเมนูพิเศษในสูตรเฉพาะของคนบางน้อยที่สะท้อนให้เห็นถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมของตนไว้อย่างดี เช่น ข้าวปลาทูโบราณ ผัดไทยกุ้งแม่น้ำ ก๋วยเตี๋ยวสมุนไพร ก๋วยเตี๋ยวหลอดโบราณ โรตีแต๊จิ๋ว เป็นต้น

การเดินทางมาตลาดน้ำบางน้อย
GPS: N 13 27.705’ E 99 56.666’
ใช้เส้นทางเดียวกับตลาดน้ำอัมพวา ผ่านหน้าอุทยาน ร.๒ ไปเพียง ๔-๕ กิโลเมตร จะเจอสี่แยกวัดเกาะแก้ว เลี้ยวซ้ายจอดภายในวัดได้ ทางเข้าตลาดน้ำบางน้อยอยู่ด้านขวาบริเวณท่าน้ำวัด

ที่ตั้งตลาดน้ำบางน้อย
ปากคลองบางน้อย หน้าวัดเกาะแก้ว ตำบลกระดังงา อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม
เปิดบริการ: ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐-๑๕.๐๐ น.
ฤดูกาลท่องเที่ยว: ตลอดทั้งปี

สิ่งอำนวยความสะดวก
โฮมสเตย์ ที่พัก อาหาร ร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก โปสการ์ด และสินค้าภายในชุมชน

ภายในตลาดน้ำบางน้อย ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ตั้งเซียมฮะ หรือบ้านไหพันใบ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้กำเนิดมาจากคุณธวัชชัย พิเสฎฐศลาศัย ได้เคยอาศัยอยู่ที่คลองบางน้อย ในสมัยนั้นราวปี ๒๕๒๖ คุณธวัชชัยทำอาชีพค้าขายน้ำมันให้กับเรือสินค้า เรือประมง และเรือต่างๆ ที่เข้ามาในย่านคลองบางน้อย หนึ่งในนั้นเป็นเรือของนักประดาน้ำชาวอยุธยาที่มีอาชีพงมของเก่าขายให้กับพ่อค้าที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ เช่น เครื่องปั้นดินเผาที่ใช้ในครัวเรือน หม้อ ไห ชาม และโบราณวัตถุหลากหลายชนิด เห็นการซื้อขายมานานนับปี จึงมีความคิดว่าเราอยู่ใกล้แค่นี้น่าจะซื้อเก็บไว้บ้าง จึงเริ่มซื้อสะสมนับแต่นั้นเรื่อยมา และพบว่าวัตถุที่ซื้อมานั้นมีมาตั้งแต่สมัยทวารวดี สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และที่น่าสนใจมากที่สุดคือ หม้อตาลโบราณ ที่ไว้สำหรับเคี่ยวน้ำตาล บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ความเป็นวิถีชีวิตได้อย่างชัดเจน ปัจจุบันมีการสะสมโบราณวัตถุไว้มากกว่า ๔,๐๐๐ ชิ้น ภายหลังอยากเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นหลังได้เห็น ได้ศึกษาหาความรู้ จึงเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ตั้งเซียมฮะ หรือรู้จักกันในนาม บ้านไหพันใบ อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

รู้ก่อนเข้าชม
พิพิธภัณฑ์ตั้งเซียมฮะตั้งอยู่ภายในตลาดน้ำบางน้อย ฝั่งท่าน้ำวัดเกาะแก้ว
ติดต่อคุณคุณธวัชชัย พิเสฎฐศลาศัย
โทร. ๐ ๓๔๗๖ ๑๐๙๘, ๐๘ ๙๖๖๖ ๑๒๑๔
เปิดให้เข้าชมวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๕.๐๐ น.
หมายเหตุ: หากต้องการเข้าชมในวันธรรมดา กรุณาติดต่อล่วงหน้าอย่างน้อย ๒ วัน ไม่เสียค่าเข้าชม

หลังจากเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แล้ว เดินทางต่อไปยังชุมชนบ้านบางพลับ ที่เป็นทั้งชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นชุมชนสีเขียวของจังหวัดสมุทรสงคราม เริ่มตั้งแต่บรรยากาศภายในชุมชน ด้วยวิถีที่ชีวิตอยู่กับสายน้ำ มีลำคลองต่างๆ รายล้อม และมีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน สองข้างทางจึงอุดมไปด้วยร่องสวน มีทั้งสวนมะพร้าว สวนส้มโอ ลิ้นจี่ มะละกอ และผลไม้อื่นๆ รวมไปถึงพืชผักสวนครัวชนิดต่างๆ อีกมากมาย ทำให้ชาวบ้านบางพลับมีความเป็นอยู่ที่อุดมสมบูรณ์ แทบไม่ต้องซื้อหาอาหารที่ไหนเลย ชุมชนบ้านบางพลับไม่เพียงแต่ดำเนินชีวิตตามวิถีพอเพียง แต่ยังเปิดเป็น “ศูนย์เรียนรู้มหาวิชชาลัยภูมิปัญญาท้องถิ่น จังหวัดสมุทรสงคราม” เพื่อแบ่งปันความรู้ ความเข้าใจด้านการเกษตร โดยเริ่มต้นจากครูสมทรง แสงตะวัน ที่ต้องการอนุรักษ์ภูมิปัญญาและวิถีการเกษตรพื้นบ้านแบบดั้งเดิมไว้ จึงรวบรวมคนในชุมชนโดยใครที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน ให้มาแบ่งปันความรู้กับเพื่อนชาวเกษตรกรด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น การทำปุ๋ยชีวภาพ การปลูกผักผลไม้ปลอดสารพิษ การแปรรูปผลไม้ เป็นต้น ส่งผลให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพสูง กลายเป็นชุมชนต้นแบบ มีเกษตรกรจากต่างถิ่นเข้ามาศึกษาและแลกเปลี่ยนวิชาความรู้มากมาย ด้วยความเข้มแข็งนี้ ทำให้ชุมชนบ้านบางพลับได้รับการยกย่องให้เป็นชุมชนสีเขียว

ปั่นจักรยานเที่ยวบ้านบางพลับ ตามเส้นทางสีเขียว
ที่บ้านบางพลับนั้น เน้นการท่องเที่ยวภายในชุมชนโดยการปั่นจักรยานเป็นหลัก โดยตลอดเส้นทางจักรยาน ๑ กิโลเมตรเศษ จะมีป้ายบอกจุดแวะชมกิจกรรมต่างๆ นักท่องเที่ยวสามารถแวะเข้าไปเรียนรู้ พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชุมชนได้อย่างเป็นกันเอง โดยเริ่มจาก…

ศูนย์เรียนรู้มหาวิชชาลัยภูมิปัญญาท้องถิ่น บ้านบางพลับ
มาที่นี่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาเกษตรพื้นบ้านในวิธีต่างๆ โดยมีคุณครูสมทรง แสงตะวัน เป็นวิทยากรให้ความรู้ ที่โดดเด่นคือเรียนรู้วิธีการทำน้ำตาลมะพร้าว เป็นน้ำตาลมะพร้าวแท้ๆ ที่หวานหอมอร่อย ทำจากน้ำตาลสดร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ใส่สารกันบูดใดๆ มีการสาธิตการเคี่ยวน้ำตาล จนถึงขั้นตอนการหยอดเพื่อบรรจุไว้ขายหรือบริโภคในครัวเรือน นอกจากเรื่องน้ำตาลแล้ว ยังมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการทำปุ๋ยจุลินทรีย์หมักเพื่อให้คนในชุมชนหรือคนต่างถิ่นได้บริโภคผลผลิตที่ปลอดสารเคมี สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น นำไปใช้ในการปรับสภาพดิน ใช้ในการบำบัดน้ำ และใช้ย่อยซากพืชซากสัตว์ รวมไปถึงได้มีการคิดค้นสูตรน้ำสมุนไพรที่มีส่วนผสมจากน้ำหมักจุลินทรีย์ ใช้ฉีดไล่หนอนหรือแมลงที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อพืช ทำให้พืชผัก ผลไม้สะอาด ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

สวนมะพร้าว หัวใจของชาวบางพลับ
ต่อมา ปั่นมาชมสวนมะพร้าว หนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ผูกพันกับชาวบางพลับมานานแสนนาน วิถีของชาวสวนบ้านบางพลับคือ จะขึ้นต้นมะพร้าวเก็บน้ำตาลสดวันละสองเวลา ช่วงเช้าตรู่ และช่วงบ่าย โดยมีขั้นตอนง่ายๆ คือ ปาดช่อดอกมะพร้าวออกประมาณครึ่งเซนติเมตร นำกระบอกมัดไว้กับตัวช่อเพื่อให้น้ำตาลสดค่อยๆ ไหลลงสู่กระบอก โดยทิ้งไว้ทั้งวัน เมื่อได้น้ำตาลสดเต็มกระบอกก็นำไปใส่กระทะเคี่ยวให้เป็นน้ำตาลมะพร้าวต่อไป

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลไม้กลับชาติ
ใกล้ๆ สวนมะพร้าว เป็นที่ตั้งของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลไม้กลับชาติ เริ่มมาจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษกว่า ๑๖๐ ปีของครอบครัวคุณฉวีวรรณ หัตถกรรม ในการแปรรูปและถนอมอาหาร ด้วยการนำผัก ผลไม้ที่มีรสชาติขมอย่างบอระเพ็ด มะกรูด มาแช่อิ่มกลายเป็นของหวานแบบไทยโบราณ สูตรการถนอมอาหารนี้ถ่ายทอดมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ปัจจุบันมีการพัฒนาโดยนำผักผลไม้ที่ขึ้นริมรั้วบ้าน เช่น มะระขี้นก พริก มะนาว ผลส้มโออ่อน มะละกอ แตงกวา มาแช่อิ่มเพื่อให้มีรสชาติหวาน รับประทานง่าย จึงเป็นที่มาของ “ผลไม้กลับชาติ” นั่นเอง ต่อมาได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐต่างๆ จนจัดตั้งเป็น “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลไม้กลับชาติ” ขึ้นเพื่อเผยแพร่การทำผักผลไม้แช่อิ่มและเป็นการอนุรักษ์องค์ความรู้นี้ให้อยู่คู่ชุมชนต่อไป

สวนส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ปลอดสารพิษ
จุดสุดท้าย และเป็นจุดสำคัญที่ทำให้บ้านบางพลับมีชื่อเสียงโด่งดังคือ ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ปลอดสารพิษ โดยมีคุณครูสมทรง แสงตะวัน เป็นผู้ริเริ่มแนวทางการปลูกส้มโอแบบไร้สารเคมี ส้มโอจึงมีรสชาติหวาน เก็บไว้ได้นาน ไม่โอ่ เนื้อแห้งกำลังดี และที่สำคัญคือ จากเดิมให้ผลผลิตเพียงปีละครั้ง แต่ด้วยภูมิปัญญาที่สั่งสมมานาน ครูสมทรงสามารถทำให้ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ ให้ผลผลิตถึงปีละ ๔ ครั้ง มาถึงสวนส้มโอทั้งที อย่าพลาดที่จะลองชิมส้มโอเด็ดสดๆ ลงจากต้น ยิ่งถ้าให้เจ้าของสวนเป็นคนเลือกว่าลูกไหนอร่อย รับรองไม่ผิดหวัง

ปิดท้ายทริปจักรยานด้วยกุ้งแม่น้ำตัวโตๆ
หลังจากที่ปั่นเที่ยวภายในชุมชนเสร็จ อย่าลืมแวะทานกุ้งแม้น้ำตัวโตๆ ในชุมชนบางพลับ มีร้านอาหารจำหน่ายกุ้งแม่น้ำสดๆ หลายแห่ง บริการหลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นผัดไทยกุ้งแม่น้ำ ต้มยำกุ้งแม่น้ำ กุ้งแม่น้ำเผา ข้าวผัดกุ้งแม่น้ำ ส่วนรสชาตินั้นไม่ต้องพูดถึง คนสมุทรสงครามปรุงเอง พื้นบ้านแท้ๆ อร่อยแน่นอน

ติดต่อชุมชนบ้านบางพลับ

คุณสมทรง แสงตะวัน หรือ คุณทรงยศ แสงตะวัน
โทร. ๐ ๓๔๗๖ ๑๙๘๕, ๐๘ ๙๘๒๙ ๗๑๐๐, ๐๘ ๑๒๗๔ ๔๔๓๓
๙/๓ หมู่ที่ ๔ ตำบลบางพรม อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ๗๕๑๒๐
เปิดบริการ: ทุกวัน
ฤดูกาลท่องเที่ยว: ตลอดทั้งปี

สิ่งอำนวยความสะดวก
โฮมสเตย์ ที่พัก อาหาร ร้านจำหน่ายส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ (ตามฤดูกาล) น้ำตาลมะพร้าว และสินค้าภายในชุมชน

รีสอร์ทใกล้เคียงที่คงไว้ซึ่งวิถีชีวิตอัมพวา

บ้านอัมพวา รีสอร์ท แอนด์ สปา
๒๒ ถนนบางกะพ้อม-แก้วฟ้า ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
โทร. ๐ ๓๔๗๕ ๒๒๒๒
เว็บไซต์: www.baanamphawa.com
เฟสบุค: Baan Amphawa Resort & Spa
อีเมล์: reservations@baanamphawa.com

อัมพวัน รีสอร์ท
๓๗/๔ หมู่ ๕ ตำบลบางขันแตก อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม
โทร. ๐ ๓๔๗๓ ๒๑๘๖
เว็บไซต์:www.amphawanresort.com
อีเมล์: baansuanamphawan@hotmail.com

ณ ปลายโพงพาง
๒๐ หมู่ ๖ ตำบลปลายโพงพาง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
โทร. ๐๘ ๐๔๒๖ ๒๑๕๔
เว็บไซต์: www.naplaiphongphang.com
เฟสบุค: ณ ปลายโพงพาง
อีเมล์: naplaiphongphang@yahoo.com

บ้านกรนราโฮมสเตย์
๙๔ หมู่ ๔ ตำบลปลายโพงพาง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
โทร. ๐๘ ๑๕๑๓ ๑๕๗๑
เว็บไซต์: www.baankornnarahomestay.com
อีเมล์: baankornnara@hotmail.com

ร้านอาหารอร่อยในเมืองอัมพวา
ร้านต้นไม้สายน้ำ ๑
๕๑/๑ ถนนสมุทรสงคราม-บางแพ ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
เปิดบริการ: ๑๑.๐๐ – ๒๓.๐๐ น.
โทร. ๐ ๓๔๗๕ ๒๙๑๑, ๐๘ ๕๑๘๗ ๙๕๙๗

ร้านน้องอุ้มอาหารทะเล
๑๒ ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
เปิดบริการ: ๐๙.๐๐ – ๒๑.๐๐ น.
โทร. ๐๘ ๖๑๐๐ ๗๔๗๔, ๐ ๓๔๗๕ ๑๙๗๗
เว็บไซต์: www.nongaumrestaurant.com

ร้านอาหารบ้านกอไผ่
เชิงสะพานสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
เปิดบริการ: ๑๐.๐๐ – ๒๐.๐๐ น.
โทร. ๐๘ ๑๖๔๔ ๐๐๕๗, ๐๘ ๑๓๔๑ ๑๕๖๐

เดินทางมาถึงหินตก ริเวอร์ แคมป์ ณ ช่องเขาขาด รีสอร์ท แค่โลเคชั่นก็มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ณ ที่ตรงนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นแคมป์ของเชลยอังกฤษตอนสร้างทางรถไฟ และด้วยทำเลที่ตั้งที่งดงาม อยู่บนเนินเขาที่มองลงไปเห็นแม่น้ำแควน้อย รีสอร์ทจึงถูกดีไซน์เป็นคอนเซ็ปลักชัวรี่ซาฟารีเต็นท์กลิ่นอายแอฟริกัน เพื่อระลึกถึงประวัติศาสตร์ที่มีมา และให้เข้ากับบรรยากาศธรรมชาติแวดล้อม ในขณะเดียวกันยังคงความสะดวกสบายให้กับผู้มาเยือนด้วยเช่นกัน

การเดินทางมาหินตก ริเวอร์ แคมป์ ณ ช่องเขาขาด รีสอร์ท

จากตัวเมืองกาญจนบุรีให้เลี้ยวซ้ายเพื่อไปทางน้ำตกไทรโยคน้อย แล้วเลี้ยวซ้ายที่หลักกิโลเมตรที่ ๖๙ มุ่งสู่หินตกริเวอร์แคมป์ จากถนนเส้นใหญ่วิ่งเข้าไปทางพิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด (ทางเข้าเดียวกับค่ายทหาร) จากนั้นขับตามป้ายรีสอร์ทเข้าไปประมาณ ๙ กิโลเมตร จะถึงทางเข้ารีสอร์ท

ติดต่อหินตก ริเวอร์ แคมป์ ณ ช่องเขาขาด รีสอร์ท
๑๐๙ หมู่ ๙ บ้านวังเขมร ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ๗๑๑๕๐
โทร. ๐๘ ๑๗๕๔ ๓๘๙๘
เว็บไซต์: www.hintokrivercamp.com
เฟสบุค: Hintok River Camp @Hell Fire Pass, Kanchanaburi Thailand
อีเมล์: info@hintokrivercamp.com

ก่อนตะวันลาลับฟ้า แนะนำให้เดินลงไปชมพระอาทิตย์ตกดินที่ริมแม่น้ำ โดยที่รีสอร์ทสร้างแพไม้ขนาดใหญ่ไว้บริการ บนแพมีที่นั่งเล่น มีโซฟาอ่านหนังสือ นอนเล่นเอกเขนกได้อย่างสบายใจ แต่มีกฎว่าห้ามลงเล่นน้ำในแม่น้ำเด็ดขาด เพราะเป็นกระแสน้ำวนแรงที่มีความอันตรายสูง แต่ใครที่อยากเล่นน้ำ บริเวณเดียวกันมีสระว่ายน้ำธรรมชาติ หรือเรียกว่าบ่อน้ำทรัพย์ เป็นน้ำที่ผุดขึ้นมาจากธรรมชาติ สามารถลงเล่นได้ นอกจากบรรยากาศของการพักผ่อนจะเป็นไปตามสไตล์ซาฟารีแล้ว มื้อค่ำของที่นี่ยังพิเศษด้วยเช่นกัน มีบริการบาร์บีคิวรอบแคมป์ไฟ พร้อมเสิร์ฟอาหารมากมายหลายชนิด ทั้งอาหารไทย อาหารยุโรป เป็นต้น

วันที่ 3

ตื่นเช้ารับวันใหม่ เริ่มต้นวันด้วยการปั่นจักรยานไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สะพานแขวน ณ บ้านหาดงิ้ว ซึ่งอยู่ห่างเพียง ๑๐ นาทีจากรีสอร์ท นอกจากจะได้เห็นทัศนียภาพที่งดงามของสะพานแขวนแล้ว ยังเห็นวิถีชีวิตของผู้คนยามเช้า เช่นๆ เด็กๆ ปั่นจักรยานไปโรงเรียน ผู้เฒ่าผู้แก่ออกมาตักบาตร หนุ่มสาว เริ่มออกจากบ้านไปทำงาน เป็นกิจกรรมที่เมื่อมาพักผ่อนที่หินตก ริเวอร์ แคมป์แล้วไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

หลังจากรับประทานอาหารเช้า เดินทางเข้าสู่ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานช่องเขาขาด พิพิธภัณฑ์แห่งความทรงจำที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงทุกชีวิตที่ได้เสียสละและอดทนสร้างทางรถไฟสายไทย-พม่า หรือรู้จักกันดีในชื่อ เส้นทางรถไฟสายมรณะ ซึ่งได้รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟสายนี้ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปี ๒๔๘๕ – ๒๔๘๘ มีการจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย ป้ายข้อมูล สไลค์ มัลติมีเดีย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เครื่องมือ เครื่องนุ่งห่ม และอุปกรณ์ในการสร้างทางรถไฟ นอกจากห้องนิทรรศการแล้ว บริเวณด้านหลังของพิพิธภัณฑ์ยังมีเส้นทางเดินลงไปยังช่องเขาขาด เป็นพื้นที่จริงที่ใช้ในการสร้างทางรถไฟ คงมีร่องรอยบางส่วนของทางรถไฟเหลืออยู่ เช่น ไม้หมอน และเหล็กสกัด โดยจะมีป้ายอธิบายเป็นระยะๆ และจุดที่สำคัญที่สุดคือ ช่องเขาขาด หรือ ช่องไฟนรก ซึ่งแต่เดิมบนเส้นทางนี้มีแต่หิน ภูเขา หุบเหว หน้าผา เป็นอุปสรรคในการสร้างทางรถไฟ และ ณ จุดนี้เอง ทำให้ต้องมีการเจาะขุด เจาะ กะเทาะหิน เพื่อให้เป็นช่องสำหรับวางทางรถไฟให้วิ่งผ่านไปได้โดยมีขนาดความกว้าง ๑๗ เมตร การขุดเจาะนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะทุกอย่างล้วนต้องใช้แรงมือทำทั้งสิ้น การได้มาชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทำให้ได้เรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์ ที่มาที่ไป ความยากลำบากในการฝ่าฟันภาวะสงคราม และเป็นการระลึกถึงความเสียสละของทุกชีวิตที่ได้สร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะ

หมายเหตุ: การเดินในเส้นทางเดินในช่องเขา และจุดชมวิว เป็นทางค่อนข้างสูงชัน พื้นบางแห่งเป็นหินกรวดขนาดใหญ่ จึงควรเพิ่มความระมัดระวัง

ที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานช่องเขาขาด
ตั้งอยู่ภายในกองการเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา หลักกิโลเมตรที่ ๖๔-๖๕ อำเภอไทรโยค ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี ๘๐ กิโลเมตร สามารถขับรถไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๓๒๓ สู่อำเภอทองผาภูมิ สังเกตได้เมื่อขับรถเลยน้ำตกไทรโยคน้อยไปประมาณ ๒๐ กิโลเมตร ทางเข้าพิพิธภัณฑ์จะอยู่ทางซ้ายมือ
โทร. ๐ ๓๔๕๓ ๑๓๔๗, ๐๘ ๑๗๕๔ ๒๐๙๘, ๐๘ ๑๘๑๔ ๗๕๖๔
เปิดบริการ: วันจันทร์ – วันเสาร์ (ปิดวันอาทิตย์) เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น.
ฤดูกาลท่องเที่ยว: ตลอดทั้งปี
ไม่เสียค่าเข้าชม

เรียนรู้ประวัติศาสตร์อันสำคัญแล้ว เดินทางต่อไปร่วมผจญภัยกันต่อบนเส้นทางสายกรีน จุดหมายต่อไปคือ โฮมพุเตย ริเวอร์เเคว รีสอร์ท ภายในรีสอร์ทมีพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟ รวมไปถึงมีขบวนรถไฟเก่าที่ใช้งานจริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ จัดแสดงอยู่ มีนิทรรศการภาพถ่าย นิทรรศการภาพ ทั้งภาพลายเส้น และภาพระบาย ผลงานของ "แจ็ค ชอล์คเกอร์ " จิตรกรเอกชาวอังกฤษ ให้ได้เข้าชมอีกด้วย โฮมพุเตยยังมีกิจกรรมสำหรับนักผจญภัยหัวใจสีเขียวหลายอย่าง ที่โดดเด่นคือ ภายในบริเวณรีสอร์ทเป็นที่ตั้งของฐานกิจกรรม ทรี ท็อป แอดเวนเจอร์ พาร์ค (Tree Top Adventure Park) เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนที่ชอบเล่นกิจกรรมท้าทายกึ่งผจญภัย มีฐานความมันส์ให้เล่นถึง ๓๐ ฐานในป่า เริ่มตั้งแต่การเดินบนสะพานลิง การไต่บันไดลิงขึ้นไปบนยอดไม้ การเดินบนตาขาย และฐานอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนไฮไลท์คือ การโหนรอกสลิงลอยฟ้า (Zip Line Adventure) โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญดูแลตลอดทุกฐานกิจกรรม พร้อมอุปกรณ์พิเศษต่างๆ ที่จะเพิ่มความปลอดภัยให้แก่นักผจญภัย

การรักษาสิ่งแวดล้อมของทรี ท็อป แอดเวนเจอร์ พาร์ค
เพราะถือกำเนิดมาจากกลุ่มชาวฝรั่งเศส และคนไทยที่รักและชื่นชมในธรรมชาติเป็นชีวิตจิตใจ และชอบในการใช้ชีวิตอยู่กับป่า ผญจภัยในป่า ชอบสังเกตวิถีของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่า จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจมาทำเป็นกิจกรรมที่สนุกท้าทาย อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดของการสร้างฐานกิจกรรมต่างๆ ของทรี ท็อป แอดเวนเจอร์ คือการไม่ทำลายธรรมชาติแม้แต่น้อย โดยไม่มีการตัดต้นไม้ หรือแม้แต่เจาะตะปู หรือเจาะรูบนต้นไม้เด็ดขาด

ที่ตั้งของทรี ท็อป แอดเวนเจอร์ พาร์ค
อยู่ภายในโฮมพุเตย ริเวอร์แคว รีสอร์ท
๑๑๘ หมู่ ๘ บ้านท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ๗๑๑๕๐
โทร. ๐๘ ๑๘๑๗ ๕๑๘๒
เว็บไซต์: www.treetopadventurepark.com
เฟสบุค: Tree Top Adventure Park Thailand
อีเมล์: info@treetopadventurepark.com
เปิดบริการ: ทุกวัน เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๖.๐๐ น.
ฤดูกาลท่องเที่ยว: ตลอดทั้งปี
มีค่าบริการ
การเดินทางมาโฮมพุเตย ริเวอร์แคว รีสอร์ท
จากตัวเมืองกาญจนบุรี ๖ กิโลเมตร ให้เลี้ยวซ้ายเพื่อไปทางน้ำตกไทรโยคน้อย รีสอร์ทอยู่ห่างจากน้ำตกไทรโยคน้อยไป ๑๓ กิโลเมตร ขับผ่านโรงเรียนบ้านพุเตย และจะเจอป้ายโฮมพุเตย ริเวอร์แคว รีสอร์ท ทางตั้งอยู่ทางด้านซ้ายมือ
หมายเหตุ: ถนนเส้นที่จะลงไปรีสอร์ทเป็นทางลงเขา มีความชัน กรุณาขับรถด้วยความระมัดระวัง

ติดต่อโฮมพุเตย ริเวอร์แคว รีสอร์ท
๑๑๘ หมู่ ๘ บ้านท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ๗๑๑๕๐
โทร. ๐๘ ๑๘๑๗ ๕๑๘๒
เว็บไซต์: www.homephutoeyriverkwai.com
เฟสบุค: Home Phutoey Resort
อีเมล์: front@homephutoeyriverkwai.com

เที่ยงนี้จะล่องเรือไปรับประทานอาหารกลางวันที่เรือนแพ ริเวอร์แคว จังเกิลราฟท์ เป็นแพที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำแควน้อย ห่างจากโฮมพุเตยเพียงไม่กี่สิบนาทีทางเรือ เป็นเรือนแพขนาดใหญ่แห่งนี้น่าจะเป็นที่เดียวในประเทศไทยที่ไม่ใช้ไฟฟ้า และใช้ตะเกียงให้แสงสว่างยามค่ำคืนแทน เนื่องจากเจ้าของเรือนแพต้องการอนุรักษ์วิถีของธรรมชาติ เลยอยากให้คนที่มาพักได้อยู่กับธรรมชาติจริงๆ

การเดินทางมาเรือนแพ ริเวอร์แคว จังเกิลราฟท์
จากตัวเมืองกาญจนบุรี เริ่มต้นที่สี่เเยกเเก่งเสี้ยน เลี้ยวซ้ายไปอำเภอไทรโยค ตรงไปตามทางประมาณ ๕๐ กม. ถึงหลักกิโลเมตรที่ ๕๖ จะเจอป้ายรีสอร์ท "ริเวอร์เเคว รีโซเทล" ทางซ้ายมือ ขับลงตามเขาไปเรื่อยๆ จะเจอท่าเรือซึ่งเป็นท่าเรือรีโซเทล รีสอร์ทอีกหนึ่งในกลุ่มของเรือนแพ ริเวอร์แคว จังเกิลราฟท์ หลังจากนั้นให้ลงเรือที่ท่าเรือรีโซเทล ล่องเรือชมบรรยากาศของเเม่น้ำเเควน้อยประมาณ ๑๐ นาที จะถึงเรือนแพ ริเวอร์แคว จังเกิลราฟท์

ติดต่อเรือนแพ ริเวอร์แคว จังเกิลราฟท์
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย ตำบลบ้านท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ๗๐๑๕๐
โทร. ๐๘ ๑๗๓๔ ๕๒๓๒
เว็บไซต์: www.riverkwaijunglerafts.com
เฟสบุค: River Kwai Jungle Rafts
อีเมล์: info@riverkwaijunglerafts.com, rsvn@riverkwaijunglerafts.com
ฤดูกาลท่องเที่ยว : ตลอดทั้งปี แต่จะสวยที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม – มกราคม

หลังจากรับประทานอาหารกลางวันอร่อยๆ แล้ว ยังมีกิจกรรมทางธรรมชาติให้ทำอีกหลายอย่าง ที่พลาดไม่ได้คือการเดินเที่ยวชมหมู่บ้านมอญ จะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวมอญจริงๆ ทั้งบ้านเรือน ความเป็นอยู่ วัดมอญ โรงเรียนมอญ ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้อย่างดี

เดินทางโดยเรือกันต่อไปพักผ่อนนอนแพเล่นน้ำ ริมแม่น้ำแควมีรีสอร์ทสไตล์เรือนแพหลายแห่ง แต่ละที่สามารถสนุกกับกิจกรรมทางธรรมชาติต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นพายเรือคานู ล่องแพไม้ไผ่ ขี่ช้างชมธรรมชาติ กระโดดน้ำ เล่นน้ำ ลอยตัวไปตามสายน้ำแคว แต่สำหรับบ่ายนี้ เข้าพักที่เดอะ โฟลทเฮ้าส์ ริเวอร์แคว รีสอร์ท ห่างจากเรือนแพ ริเวอร์แคว จังเกิลราฟท์ เพียง ๑๐ นาที เป็นบูติครีสอร์ทระดับหรูแห่งเดียวในสายแม่น้ำแคว มีการออกแบบทางสถาปัตยกรรมแนวธรรมชาติและนำศิลปะพื้นถิ่นมาผสมผสาน วัสดุที่ใช้ในการตกแต่งล้วนมาจากธรรมชาติ ระเบียงหน้าห้องพักกว้างขวาง สามารถนั่งเล่น ชมธรรมชาติสองฝั่งแม่น้ำ สภาพพื้นที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ ไม่เพียงเท่านี้ รีสอร์ทยังดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างดี ไม่มีการปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ และมีการกำจัดสิ่งปฏิกูลอย่างถูกสุขลักษณะด้วยเช่นกัน

หลังจากรับประทานอาหารค่ำแล้ว กิจกรรมปิดท้ายก่อนนอนคืนนี้คือนั่งเรือไปชมระบำมอญที่ริเวอร์แคว รีโซเทล รีสอร์ท ที่นี่จะมีระบำมอญโชว์ทุกวัน เวลา ๒๐.๐๐ น. และระยะเวลาโชว์ประมาณ ๔๕ นาที ระบำมอญเป็นศิลปะพื้นบ้านของมอญที่มีมายาวนาน ชาวมอญที่นี่ยังคงเก็บรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย ท่ารำ การแต่งหน้าแต่งตา หรือแม้กระทั่งดนตรีที่นำมาใช้ประกอบการรำยังเป็นใช้เครื่องดนตรีแบบดั้งเดิม

การเดินทางมาเดอะ โฟลทเฮ้าส์ ริเวอร์เเคว
จากตัวเมืองกาญจนบุรี เริ่มต้นที่สี่เเยกเเก่งเสี้ยน เลี้ยวซ้ายไปอำเภอไทรโยค ตรงไปตามทางประมาณ ๕๐ กม. ถึงหลักกิโลเมตรที่ ๕๖ จะเจอป้ายรีสอร์ท "ริเวอร์เเคว รีโซเทล" ทางซ้ายมือ ขับลงตามเขาไปเรื่อยๆ จะเจอท่าเรือซึ่งเป็นท่าเรือรีโซเทล รีสอร์ทอีกหนึ่งในกลุ่มของเดอะ โฟลทเฮ้าส์ ริเวอร์เเคว หลังจากนั้นให้ลงเรือที่ท่าเรือรีโซเทล ล่องเรือชมบรรยากาศของเเม่น้ำเเควน้อยประมาณ ๕ นาที ก็จะถึงเดอะ โฟลทเฮ้าส์ ริเวอร์เเคว

ติดต่อเดอะ โฟลทเฮ้าส์ ริเวอร์เเคว
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย ๕๕ หมู่ ๕ ตำบลวังกระแจะ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ๗๑๑๕๐
โทร. ๐๘ ๔๗๒๕ ๘๖๘๖
เว็บไซต์: www.thefloathouseriverkwai.com
เฟสบุค: The FloatHouse River Kwai
อีเมล์: info@thefloathouseriverkwai.com
ฤดูกาลท่องเที่ยว : ตลอดทั้งปี แต่จะสวยที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม – มกราคม

วันที่ 4

หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว แวะเที่ยวชม ถ้ำละว้า เป็นถ้ำที่มีชื่อเสียงของจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งอยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติไทรโยค ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงาม มีห้องต่างๆ จัดได้อย่างเป็นระเบียบ มีไฟเปิดให้ตลอดสองข้างทาง และมีป้ายบอกชื่อแต่ละห้องอย่างชัดเจน ในถ้ำจะได้เห็นค้างคาวคุณกิตติ ซึ่งเป็นค้างคาวที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกอีกด้วย

ออกเดินทางต่อไปยังศูนย์อนุรักษ์ช้างกาญจนบุรี : บ้าน ช.ช้างชรา เป็นสถานที่ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวหรือผู้มีจิตอาสาได้มาดูแลช้างสูงอายุ หรือช้างที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพ โดยมีกิจกรรมจิตอาสาต่างๆ ให้เข้าร่วม เช่น เตรียมอาหารและให้อาหารช้าง กวนข้าวเหนียวให้ช้าง ปลูกพืชอาหารช้างหรือหาอาหารให้ช้าง อาบน้ำร่วมกับช้าง ส่งช้างไปนอนในป่า พร้อมศึกษาป่าที่อยู่อาศัยของช้างโดยรอบ รวมไปถึงทำความสะอาดโรงช้าง และดูแลสุขภาพช้างเบื้องต้น ซึ่งจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตของช้างและการใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างคนกับช้างอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ที่บ้าน ช.ช้างชรา ยังมีโครงการต่างๆ ให้เข้ามาช่วยเหลือช้าง ไม่ว่าจะเป็นโครงการปลูกพืชอาหารช้าง เช่น กล้วย อ้อย ข้าวโพด หญ้าบาน่า สับปะรด หรือโครงการผสมเทียมช้าง เพื่อป้องกันไม่ให้ช้างไทยสูญพันธุ์ เป็นต้น

การเดินทางมาศูนย์อนุรักษ์ช้างกาญจนบุรี : บ้าน ช.ช้างชรา
เดินทางไปตามเส้นทาง ถนนแสงชูโต กาญจนบุรี – น้ำตกเอราวัณ ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี ๓๒ กิโลเมตร

ติดต่อศูนย์อนุรักษ์ช้างกาญจนบุรี : บ้าน ช.ช้างชรา
๙๐/๙ หมู่ ๔ บ้านหนองหอย ตำบลวังด้ง อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ๗๑๐๐๐
โทร. ๐๘ ๑๒๘๕ ๖๔๓๙
เว็บไซต์: www.elephantsworld.org
เฟสบุค: ElephantsWorld บ้าน ช.ช้างชรา
อีเมล์: : elephantsworld@hotmail.com

เส้นทางวิถีแห่งความพอเพียง สู่สายน้ำแห่งประวัติศาสตร์นี้ ไม่เพียงแต่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายตามวิถีธรรมชาติ เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของชุมชน แต่ยังเป็นเส้นทางที่ให้พักผ่อนเคียงข้างสายน้ำที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน สนุกกับการผจญภัยเชิงสีเขียว และสัมผัสวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่ยังคงไว้อย่างดั้งเดิม

รีสอร์ทใกล้เคียงในอำเภอไทรโยค

บูติค ราฟท์ รีสอร์ท
๔๑๓ หมู่ ๓ ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ๗๑๑๕๐
โทร. ๐ ๓๔๖๓ ๔๑๙๑
เว็บไซต์: www.boutiqueraft-riverkwai.com

โรงแรม ริเวอร์แคว วิลเลจ
๗๔/๑๒ หมู่ ๔ ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ๗๑๑๕๐
โทร. ๐๘ ๙๙๑๘ ๔๕๖๒ – ๓
เว็บไซต์: www.riverkwaivillagehotel.com

ร้านอาหารในอำเภอไทรโยคที่รองรับชาวต่างชาติ

ร้านครัวสมหมาย
๑๐๙/๓ บริเวณท่าเรือปากแซง ถนนกาญจนบุรี-โทรโยค ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ๗๑๑๕๐
โทร. ๐ ๓๔๖๓ ๔๑๕๘, ๐ ๓๔๖๓ ๔๑๗๓
เปิดบริการ: ทุกวัน ตั้งแต่ ๐๘.๐๐ – ๒๐.๐๐ น.

จุดแวะซื้อของฝากตรงข้ามน้ำตกไทรโยคน้อย
- วุ้นมะพร้าว
- กล้วยฉาบ, เผือกฉาบ, มันฉาบ
- มะขามป้อม
- กล้วยอบน้ำผึ้ง