Amazing Green Route
เส้นทางท่องเที่ยวชุมชนสีเขียว ล่องคลอง ท่องสวน วิถีแห่งธรรมชาติ

เส้นทางท่องเที่ยวชุมชนสีเขียว ล่องคลอง ท่องสวน วิถีแห่งธรรมชาติ

จังหวัดตราด

เริ่มต้น

ตราด เป็นจังหวัดชายฝั่งทะเลทางภาคตะวันออกของไทยที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และโดดเด่นด้วยเกาะน้อยใหญ่มากมาย โดยมีเกาะช้างเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ รองจากเกาะภูเก็ต อีกทั้งยังมีการคมนาคมที่สะดวกสบายด้วยการเดินทางไปได้ทั้งรถยนต์และเครื่องบิน ทำให้เมืองนี้มีศักยภาพในด้านการท่องเที่ยวและมีความพร้อมที่จะพัฒนาให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญต่อไป

เส้นทางท่องเที่ยวจังหวัดตราดนี้ ไม่ได้มีแค่ทะเล เกาะ ภูเขา แต่เป็นเส้นทางสีเขียวที่อุดมไปด้วยนิเวศธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวที่เต็มไปด้วยแหล่งเรียนรู้ด้วยการเดินทางท่องเที่ยวแบบประหยัดพลังงาน ทั้งการเดินเท้า ปั่นจักรยานลัดเลาะไปตามถนนในชุมชน นั่งซาเล้งเข้าป่า เดินชมสวนผลไม้หลังบ้าน ล่องเรือไปตามคลองสามน้ำ ชมป่าโกงกาง ป่าลำพู ป่าจาก อีกทั้งยังมีกิจกรรมพื้นถิ่นต่างๆ ให้เข้าร่วม เช่น งานหัตถกรรมทำงอบใบจาก การทำฝาย ร่อนพลอยแดง สปาธรรมชาติ เป็นต้น มาร่วมสัมผัสอีกมุมหนึ่งของวิถีคนตราด เรียนรู้การอยู่ การกินบนความพอเพียง เอาธรรมชาติรอบตัวมาปรับใช้ให้ก่อประโยชน์ เป็นภูมิปัญญาเฉพาะตนที่ไม่เหมือนใคร เรียกได้ว่าการมาท่องเที่ยวจังหวัดตราดบนเส้นทางนี้ นอกจากจะเพิ่มความเป็นมิตรให้กับสิ่งแวดล้อม ยังปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์วิถีให้ยั่งยืนอีกด้วย

วันที่ 1

เริ่มต้นเส้นทางด้วยความอัศจรรย์ใจของชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว ชุมชนสองศาสนา สามวัฒนธรรม ที่มีชาวไทยพุทธ ชาวไทยมุสลิม และชาวไทยเชื้อสายจีน อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น ณ ริมคลองน้ำเชี่ยว ดังจะเห็นมัสยิดอัลกุบรอ วัดน้ำเชี่ยว และศาลเจ้าเช็งจุ๊ยโจ๊วชือ ตั้งอยู่ใกล้เคียงกันบนดินแดนเลียบสองฝั่งคลองแห่งนี้ โดยมีกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในชุมชนต้องการอนุรักษ์ความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมและรักษาธรรมชาติของคลองน้ำเชี่ยวให้คงใสสะอาด จึงได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็น กลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านน้ำเชี่ยว ใครที่มีศักยภาพหรือความสามารถพิเศษด้านไหน ก็มาร่วมมือกัน เช่น กลุ่มโฮมสเตย์ กลุ่มอาหาร กลุ่มเรือเล็ก กลุ่มภูมิปัญญาท้องถิ่นงอบใบจาก กลุ่มตังเมกรอบ กลุ่มผลิตภัณฑ์โอท็อป และกลุ่มเด็กๆ เจ้าบ้านน้อย ที่พานักท่องเที่ยวปั่นจักรยานเที่ยวชมรอบๆ หมู่บ้าน ด้วยวิถีชีวิตที่ต่างศาสนาแต่สามารถอยู่รวมกันเป็นหนึ่งได้อย่างสงบงาม

มาถึงชุมชนแล้ว ร่วมเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้านน้ำเชี่ยวผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่ยังคงความเป็นวิถีของคนในชุมชนจริงๆ เริ่มตั้งแต่…

ชมการสาธิตการทำงอบใบจาก
งอบบ้านน้ำเชี่ยวเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่สืบทอดมาแต่โบราณ และยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและสร้างชื่อเสียงให้กับชุมชนเป็นอย่างมาก งอบบ้านน้ำเชี่ยวมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ คือ สมัยโบราณที่ชาวจีนเข้ามาติดต่อค้าขายได้ใส่หมวกทรงสูง ชาวบ้านน้ำเชี่ยวเห็นจึงประยุกต์โดยการนำใบจากที่มีอยู่ในท้องถิ่นเป็นจำนวนมากมาสานเป็นงอบ ซึ่งใบจากมีคุณสมบัติพิเศษคือทนแดด ทนฝน และไม่เป็นเชื้อรา และด้วยภูมิปัญญาสร้างสรรค์ของคนบ้านน้ำเชี่ยว จึงมีการออกแบบงอบในรูปทรงต่างๆ เพื่อการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป โดยชุมชนมีการจัดกิจกรรมสาธิตการสานงอบน้ำเชี่ยวและให้นักท่องเที่ยวทดลองสานด้วยตนเอง

อาหารกลางวัน…สดจากทะเล
อาหารกลางวันที่ปรุงโดยฝีมือชาวบ้านน้ำเชี่ยวแท้ๆ เมนูอาหารนั้นจัดเต็มด้วยอาหารทะเลสดๆ เรียกว่ามีเรือปูมาก็ได้กินปู มีเรือกุ้งมาก็ได้กินกุ้ง ปลาหมึกสดๆ ปลาสดๆ แถมยังได้ลองชิมน้ำพริกกะปิรสจัดจ้านที่ทำจากกะปิชื่อดังของเมืองตราดนั่นเอง

ชมการสาธิตการทำตังเมกรอบ
ขนมหวานของทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิม มีลักษณะคล้ายแท่งไม้แห้ง สีน้ำตาลอ่อน คนสมัยก่อนเรียกว่า “ขนมน้ำตาลชัก” หรือปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ตังเมกรอบ” ที่เป็นสูตรเฉพาะของที่นี่ ชาวมุสลิมนิยมทานในช่วงถือศีลอด บางคนนำมาประยุกต์ใช้ทานกับชา กาแฟ แทนการใช้น้ำตาลและครีมเทียม ที่บ้านน้ำเชี่ยว มีการสาธิตการทำตังเมให้ชมและให้ชิมกันสดๆ สามารถทดลองทำด้วยตนเอง

ชมการสาธิตการทำข้าวเกรียบยาหน้า
ข้าวเกรียบยาหน้านั้นมีที่มาที่ไป สมัยโบราณ ชาวมุสลิม (แขกจามเชื้อสายมลายู) ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านน้ำเชี่ยว ได้นำวัฒนธรรมการกินของตนเข้ามาด้วย นั่นคือ ข้าวเกรียบปากหม้อ ที่มีลักษณะคล้ายข้าวเกรียบปากหม้อของชาวเวียดนาม ต่อมาเมื่อทำกินกันมากๆ แป้งที่เหลือจากการทำข้าวเกรียบ ถูกประยุกต์โดยนำไปตากแดดเป็นแผ่นแห้งๆ ขณะเดียวกัน ชาวมุสลิมเห็นว่าบ้านน้ำเชี่ยวนั้นมีมะพร้าว มีกุ้งเยอะ เลยนำมาดัดแปลงทำเป็นขนม โดยใช้น้ำตาลอ้อยมายาที่ตัวแป้งเพื่อให้มะพร้าวกับกุ้งติดกับตัวแป้ง จึงเป็นที่มาของชื่อ “ข้าวเกรียบยาหน้า” ขนมชนิดนี้ห่างหายไปนาน แต่ยังมีบางบ้านที่ยังทำให้ลูกให้หลานกินอยู่ เมื่อมีการท่องเที่ยวเข้ามา กลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ฯ อยากรักษาวัฒนธรรมนี้ไว้ จึงนำมาสาธิตให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิธีการทำและบอกเล่าประวัติความเป็นมาอย่างน่าภูมิใจ

ล่องเรือชมป่าชายเลน ชมการสาธิตการจับหอยปากเป็ด และปลูกป่าชายเลน
ล่องเรือชมป่าชายเลน ชมการสาธิตการจับหอยปากเป็ด และปลูกป่าชายเลน อีกกิจกรรมที่สำคัญของบ้านน้ำเชี่ยว คือการล่องเรือชมธรรมชาติป่าชายเลน บ้านน้ำเชี่ยวเป็นศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนที่มีเส้นทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ มีสิ่งมีชีวิตที่น่าสนใจหลายอย่างให้ศึกษา เช่น ปลาตีน ปูลิง และนกกว่า ๓๐ ชนิด มีอากาศที่สะอาดบริสุทธิ์ เพราะไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม และยังมีการปลูกป่าชายเลนทดแทนอยู่เสมอเพื่อรักษาระบบนิเวศให้ยังคงความสมบูรณ์ต่อไป นักท่องเที่ยวที่มาสามารถร่วมปลูกป่าชายเลนได้ด้วยเช่นกัน นอกจากล่องเรือชมธรรมชาติแล้ว ยังมีการสาธิตวิธีการจับหอยปากเป็ดให้ชมอีกด้วย โดยวิธีการจับนั้นง่ายมาก เพียงยืดเท้าลงไปในเลน หากสัมผัสได้ว่ามีหอยอยู่ จะใช้วิธีดำลงไปเก็บ หรือจะใช้เท้าคีบขึ้นมาก็ได้ เป็นวิถีธรรมชาติที่ชาวบ้านทำมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ ส่วนหอยปากเป็ดที่จับมาได้นั้น ชาวบ้านน้ำเชี่ยวนิยมนำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น หอยปากเป็ดผัดฉ่า หอยปากเป็ดยำใส่ระกำ เป็นต้น

ปั่นสองล้อชมทุ่งสีเขียว เที่ยวรอบหมู่บ้าน ซื้อของฝาก สุขสราญกับเจ้าบ้านน้อย
เด็กๆ บ้านน้ำเชี่ยวมีความรู้เกี่ยวกับชุมชนของตนเองเป็นอย่างดี สามารถเป็นเจ้าบ้านน้อยพานักท่องเที่ยวปั่นจักรยานเที่ยวชมรอบหมู่บ้าน เช่น วัดน้ำเชี่ยว ทุ่งนา โรงเรียนวัดน้ำเชี่ยว สวนผลไม้ และสวนยาง เป็นทริปสีเขียวกับสองล้อเล็กๆ ที่สร้างความสุขใหญ่ๆ ได้ทั้งเจ้าบ้านและผู้มาเยือน หรือแม้แต่ลิเกฮูลู การละเล่นพื้นบ้านของชาวมลายูมุสลิมภาคใต้ของไทยที่เด็กในชุมชนนี้ต่างตั้งใจร่วมกันฝึกฝน แสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชมอย่างเพลิดเพลิน ปิดท้ายด้วยการซื้อของดีของเด่นจากบ้านน้ำเชี่ยวกลับไปฝากคนที่บ้าน เช่น กะปิ น้ำปลา กุ้งแห้ง ปลาหมึกตากแห้ง ตังเมกรอบสูตรบ้านน้ำเชี่ยว และที่สำคัญคืองอบบ้านน้ำเชี่ยว เป็นของที่ระลึกที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร

เดินเล่นชมวิถีชีวิตริมคลองน้ำเชี่ยว สะพานวัดใจ มัสยิดอัลกุบรอ เที่ยวแบบโลว์ คาร์บอน
ความงดงามของบ้านน้ำเชี่ยว ไม่ใช่แค่ธรรมชาติโดยรอบ แต่ยังมีวิถีของชุมชน ๒ ศาสนา ๓ วัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข การมาเที่ยวชมภายในชุมชนนั้น ไม่สามารถนำรถยนต์เข้ามาได้ เพราะมีเพียงทางเดินปูนเล็กๆ เลียบริมคลองและลัดเลาะไปตามซอยต่างๆ หรือแม้แต่สะพานที่ใช้ข้ามสองฝั่งคลอง ยังเป็นสะพานขนาดเล็กไว้สำหรับคนสัญจรไปมาเท่านั้น แต่มีความพิเศษคือ สูงจากระดับน้ำถึง ๖ เมตร เพื่อให้เรือประมงผ่านไปมาได้ จึงเป็นสะพานที่มีความแคบ เล็ก และสูง เวลาเดินบนสะพานอาจเกิดความหวาดเสียว ชาวบ้านแถบนั้นเรียกสะพานนี้ว่า สะพานวัดใจ ดังนั้นวิธีการเที่ยวชมบ้านน้ำเชี่ยวที่ดีที่สุดคือการเดินเท้า นอกจากจะเป็นการเที่ยวแบบโลว์ คาร์บอน (Low Carbon) แล้ว ยังจะได้พูดคุย ทักทาย สังเกตวิถีความเป็นอยู่ของชาวพุทธ ชาวมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด เช่น จะเห็นได้ว่าร้านรวงต่างๆ มีแม่ค้าเป็นชาวมุสลิม แต่คนมาซื้อเป็นชาวพุทธ หรือบ้านใครที่กำลังทำขนม ทำอาหาร ร้อยมาลัย หรือกิจกรรมเกี่ยวกับชุมชน ก็จะมีทั้งชาวพุทธและมุสลิมนั่งล้อมวงช่วยกันทำด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส นอกเหนือจากวิถีชุมชนแล้ว หากมาในช่วงเช้า อาจได้เห็นเรือประมงมาเทียบท่า นำของทะเลสดๆ ขึ้นบนฝั่ง เป็นการเรียนรู้วิถีชีวิตชาวประมงที่ยังคงไว้อย่างดั้งเดิมด้วยเช่นกัน และสิ่งที่สำคัญเมื่อมาถึงบ้านน้ำเชี่ยว จะเห็นมัสยิดอัลกุบรอตั้งตระหง่านอยู่ริมคลอง เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงประวัติศาสตร์อันสำคัญของบ้านน้ำเชี่ยว คือ เป็นมัสยิดเก่าแก่แห่งแรกของภาคตะวันออกมีอายุกว่า ๒๐๐ ปี การได้มาเดินเที่ยวในชุมชนนี้ ทำให้อิ่มเอมใจ และอัศจรรย์ใจกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่อบอุ่น กับความรัก ความสามัคคีที่มีให้กัน ถึงแม้จะเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ แต่มีพลังอันยิ่งใหญ่ ที่รู้จักรักษาธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของตนไว้อย่างเหนียวแน่น

การรักษาสิ่งแวดล้อมคือหัวใจสำคัญของชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว
ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการรักษาสิ่งแวดล้อมทั้งเรื่องของน้ำ ป่าชายเลน และความสะอาดของบ้านเรือน เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน จากอดีตที่คลองน้ำเชี่ยวมีแต่ขยะมูลฝอย ป่าชายเลนเหลือน้อย กลับเริ่มมีการปรับปรุง ด้วยการทำบอลจุลินทรีย์เพื่อบำบัดน้ำเสีย ทำให้คลองเริ่มใสขึ้น มีกิจกรรมรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวร่วมปลูกป่าชายเลน สำหรับบ้านเรือนชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวมีระบบจัดการขยะที่ดี มีการทำความสะอาดบริเวณหน้าบ้านและถนนสาธารณะที่ใช้สัญจร ไม่ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในน้ำ ทำชุมชนให้สะอาดน่าอยู่ ฉะนั้นการท่องเที่ยวจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ชุมชนนี้ตระหนักถึงการดูแลรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

ความภาคภูมิใจของชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว
ปัจจุบันชาวบ้านน้ำเชี่ยวมีความภาคภูมิใจกับตนเองเป็นอย่างมาก นอกจากจะมีการจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังคงเข้มแข็งในเรื่องของวัฒนธรรมท้องถิ่น วัฒนธรรมการกิน การอยู่ ไม่เปลี่ยนวิถีตนเองไปตามกาลเวลา ยังคงเห็นคนน้ำเชี่ยวใส่งอบในการดำรงชีวิตอยู่เป็นปกติ ยังมีเมนูอาหารที่ชาวบ้านกินกันตั้งแต่สมัยโบราณ มีวิถีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง ทำให้ชุมชนน้ำเชี่ยวดำรงชีพด้วยความซื่อสัตย์ ไม่มีการลักขโมย ดังมีคำพูดติดปากว่า “เรือปลาทู มีปูได้อย่างไร” เป็นสุภาษิตที่บ่งบอกถึงความซื่อสัตย์สุจริตที่ว่าเรือหาปลา ก็จะมีแต่ปลาอยู่บนเรือ จะไม่มีการไปละเมิดอวนอื่นๆ ที่มีกุ้ง หอย หรือปู จึงเป็นที่มาของ “เรือปลาทู มีปูได้อย่างไร”

เมื่อเยี่ยมชมและร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่บ้านน้ำเชี่ยวเสร็จแล้ว ถึงเวลารับประทานอาหารเย็น ตำบลบ้านน้ำเชี่ยวมีร้านอาหารทะเลให้เลือกหลายแห่ง อาหารทะเลที่โดดเด่นที่มีชื่อเสียงคือ ปูทะเล ปูเนื้อ ปูไข่ ปูนิ่ม รวมไปถึงปลาหมึก กุ้ง หอย ที่สดส่งตรงจากทะเลทุกวัน หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จเข้าที่พักในอำเภอเมืองตราด มีโรงแรมให้เลือกหลากหลาย ทั้งที่อยู่ในตัวเมือง หรือจะเป็นรีสอร์ทริมทะเลที่ไม่ไกลจากตัวเมืองตราดมากนัก

วันที่ 2

เช้าวันนี้ ออกเดินทางไปเรียนรู้วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และหัวใจของการอนุรักษ์ของวิถีถิ่นของชาวชองที่ นิเวศพิพิธภัณฑ์บ้านช้างทูน เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีการนำเสนอวิถีชีวิตที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม โดยจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่มีชีวิต ให้คนในท้องถิ่นเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ และมีการจัดกิจกรรมให้ผู้มาชมได้สัมผัสประสบการณ์ใช้ชีวิตเสมือนเป็นคนในท้องถิ่น เรียนรู้วิถีชีวิตดั้งเดิมของ “ชาวชอง” ชนเผ่าที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตะวันออกแนวเขาบรรทัดของประเทศไทย-กัมพูชา กระจายอยู่แถบบริเวณจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด บรรพบุรุษชาวชองที่อาศัยอยู่ในถิ่นอื่นมักเรียกชาวชองที่อาศัยอยู่ในตำบลช้างทูน อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราดว่า "สำเหร่" หรือ "ซัมเร" เพราะมีรูปลักษณ์ต่างจากชาวชองโดยทั่วไปคือ ผิวคล้ำ ตาโต ผมหยิกหยักศก ซึ่งชนเผ่านี้มีอุดมการณ์รักษามรดกนิเวศป่าต้นน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ด้วยแหล่งอัญมณี พลอยแดง ประกอบกับผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ มีไม้ป่าที่มีค่า มีแหล่งพืชสมุนไพรมากมาย และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าจำนวนมาก เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวชองบ้านช้างทูนคือ มีพิธีกรรมการทรงผีบรรพบุรุษ ที่เชื่อว่าผีบรรพบุรุษจะคอยควบคุมความประพฤติลูกหลานให้มีความซื่อสัตย์ กตัญญู ขยัน อดทน ปกป้องจากภัยพิบัติต่างๆ

ด้วยความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมของชาวชองนี้ รวมกับจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติ ทำให้ชุมชนบ้านช้างทูนพัฒนาหมู่บ้านตนเองให้เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวชองที่อยู่อย่างพึ่งพาธรรมชาติ ผ่านการเรียนรู้ในรูปแบบนิเวศพิพิธภัณฑ์นี้เอง นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันให้ลูกหลาน เด็กๆ ในหมู่บ้านเข้ามาเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและรักษามรดกท้องถิ่นนี้ด้วยเช่นกัน นักท่องเที่ยวสามารถมาเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงมรดกภูมิปัญญา ความรัก ความหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติของคนช้างทูนมีต่อถิ่นกำเนิดตน ได้ดังนี้

เดินชมธนาคารสีเขียว (Green Bank)
บริเวณเขาเกาะชู้ เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ พรรณไม้ และพืชสมุนไพรที่หายากและพืชเฉพาะถิ่น มีการจัดทำธนาคารคลุ้ม ธนาคารสำรอง โดยหัวใจหลักสำคัญคือ “เราเอาอะไรจากป่ามาใช้ เราต้องทดแทนกลับไป” ซึ่งคนในชุมชนเปิดให้เป็นฐานเรียนรู้แก่นักท่องเที่ยว ให้ตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน

นั่งรถซาเล้งเจอร์ไปเรียนรู้ศิลปะการใช้ชีวิตนิเวศวิถีชอง
ด้วยความน่ารัก ความคิดสร้างสรรค์ ของชาวชองที่บ้านช้างทูน ได้คิดค้นยานพาหนะที่จะนำนักท่องเที่ยวไปเยือนตามฐานกิจกรรมต่างๆ โดยมีการนำรถซาเล้งมาประยุกต์ใช้ มีการจัดตั้งเป็นทีมซาเล้งเจอร์ มีเสื้อทีมอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ซาเล้งหนึ่งคัน นักท่องเที่ยวสามารถโดยสารได้ทีละ ๔-๕ คน ทำให้เป็นการประหยัดพลังงานและลดก๊าซคาร์บอนจากการเดินทาง และได้สัมผัสวิถีการใช้ชีวิตของชาวชองอีกทางหนึ่งด้วย

เรียนรู้การทำฝายชอง ลองทำสปาโคลนขาว บอกเล่าเรื่องราวการร่อนพลอยแดง
ชาวบ้านช้างทูนรับมือกับวิกฤตภัยแล้งด้วยการสร้างฝายชองที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติล้วนๆ ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้การทำฝายจากใบระกำมัดฝายแทนการใช้เชือก พร้อมทั้งเรียนรู้การใช้ “เถาชงโค” เถาวัลย์ที่มี ความเหนียวและคงทน จากนั้นผ่อนคลายกับการทำสปาโคลนขาวท่ามกลางบรรยากาศของคลองช้างทูนที่มี ธรรมชาติรายล้อมไปด้วยโขดหินและลำธาร ชาวชองใช้โคลนขาวเนื้อละเอียดมากรองให้สะอาด เติมน้ำมันหอมระเหยที่ กลั่นจากพืชสมุนไพรในท้องถิ่น พัฒนาให้เป็นโคลนสูตรเฉพาะเพื่อพอกผิว และใช้เถาขี้แรดแทนสบู่มาขัดผิวชำระล้าง ออก ปิดท้ายด้วยการเรียนรู้วิธีร่อนพลอยแดงหรือทับทิมสยามแบบชาวชองโบราณที่ใช้เพียงเครื่องจักสานเป็นตะแกรงที่ ผลิตจากต้นคลุ้มนำมาใช้ร่อนพลอยในพื้นที่บริเวณคลองช้างทูนที่ชาวชองยังคงอนุรักษ์ไว้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการทำ เหมืองพลอย สายธารแห่งอัญมณีที่ควรค่าแก่การรักษาไว้

กลับจากการเดินป่าชมธรรมชาติ เรียนรู้ภูมิปัญญาบรรพบุรุษในการทำฝายชอง พอกโคลน และร่อนพลอยแล้ว เติมพลังมื้อกลางวันด้วยการเรียนรู้วัฒนธรรมการกินของชาวชอง ชาวชองมีวิถีการกินที่ผูกพันกับพืชผักพื้นถิ่น โดยเฉพาะกล้วยพระ ที่ชาวชองนำหยวกของกล้วยพระมาแกงกับไก่ เรียกว่า แกงไก่กล้วยพระ ทานคู่กับข้าวเหนียวมูนห่อใบละป้าง เป็นเมนูอาหารที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณกาล นอกจากนี้ยังมีเมนูพื้นบ้านอื่นๆ อีก เช่น กระดูกหมูคั่วเกลือ น้ำพริกกะปิปลาทูทอด น้ำพริกระกำ น้ำพริกข้าวโพด ผักกูดกะทิสด ฯลฯ เป็นต้น

ช่วงบ่ายผ่อนคลายกับการทำสปา เดอ ชอง หรือสปาสุ่มไก่ เป็นสปาสูตรพื้นบ้านขนานแท้ โดยที่ชาวชองรื้อฟื้นมาจากภูมิปัญญาการอยู่ไฟของสตรีชาวชองโบราณ ด้วยการเก็บรวบรวมสมุนไพรกว่า ๓๒ ชนิด อาทิ ใบคนาง ใบมะกรูด ใบมะนาว ใบส้มโอ ใบมะขาม ใบหนาด ใบตะไคร้หอม ใบกรุงบาดาล ขมิ้น และหัวไพร ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้มีสรรพคุณในการช่วยสมานแผลและบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่น ที่สำคัญเป็นพืชท้องถิ่นที่หาได้ง่ายๆ ภายหลังได้มีการพัฒนามาเป็นสูตรสมุนไพรสำหรับอบตัวโดยใช้สุ่มไก่ขนาดใหญ่ครอบตัวและโผล่ศรีษะออกมา เหตุผลที่ใช้สุ่มไก่เพราะทำจากวัสดุธรรมชาติแทนตู้อบสมุนไพรที่ทำจากผ้าหรือพลาสติกเพื่อเป็นการลดภาวะโลกร้อนและไม่มีสารเคมีใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย หลังจากอบตัวแล้ว ผ่อนคลายด้วยการนวดจับเส้นแบบแผนชองโบราณ หรือจะนวดตัวด้วยน้ำมันจากสมุนไพรไม้หอม กิจกรรมสปา เดอ ชอง นับว่าเป็นแบบอย่างและผลักดันให้ชุมชนในท้องถิ่นสามารถพัฒนาศักยภาพเป็นนิเวศพิพิธภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

กิจกรรมสุดท้ายก่อนที่จะอำลาบ้านช้างทูน คือเรียนรู้ภูมิปัญญาการจักสานจากต้นคลุ้ม โดยนำเปลือกจากลำต้นของต้นคลุ้มมาทำเป็นเส้นตอกเพื่อสานเป็นข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น กระบุง ตะกร้า โคมไฟ เสื่อ ตะแกรงร่อนพลอย โดยเฉพาะตะกร้าใส่ผลไม้ทรงแมงกะพรุนที่เป็นเอกลักษณ์ หรือแม้กระทั่งสานเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เช่น ปลาตะเพียน ตั๊กแตน นอกจากนี้ยังมีการนำใบคลุ้มมาสานเป็นที่ห่อขนมป้ายเพื่อใช้ในพิธีกรรมทรงผีบรรพบุรุษด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเรียนรู้การนำใบคลุ้มมาใช้ประโยชน์แล้ว ชาวบ้านช้างทูนไม่เคยลืมหัวใจสำคัญ คือ “เราเอาอะไรจากป่ามาใช้ เราต้องทดแทนกลับไป” โดยมีการเชิญชวนให้ผู้มาเยือนช่วยกันปลูกต้นคลุ้มคืนสู่ป่าในธนาคารสีเขียวเพื่อไม่ให้ต้นคลุ้มสูญพันธุ์จากถิ่นของชาวชอง มรดกวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชาวชองก็จะสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้เช่นกัน

กิจกรรมนิเวศพิพิธภัณฑ์บ้านช้างทูนยังไม่หมดแค่นี้ นอกเหนือจากกิจกรรมต่างๆ ที่กล่าวไปแล้ว หากมีเวลา ชุมชนบ้านช้างทูนยังมีกิจกรรมอีกหลายอย่างให้เรียนรู้ เช่นการทำวุ้นหมาน้อย ที่สืบทอดมาจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนชอง พืชสมุนไพรท้องถิ่นที่มีเถาอ่อนเลื้อยไปตามดินหรือเกาะเกี่ยวกิ่งไม้ นักท่องเที่ยวจะได้เดินทางเข้าป่าเพื่อตามหาต้นหมาน้อย นำใบมาตำให้ละเอียด คั้นและกรองด้วยผ้าขาวบาง เพื่อให้ได้น้ำ วางทิ้งไว้จนแปรสภาพคล้ายวุ้น มีรสจืดและกลิ่นหอมอ่อนๆ คนโบราณเชื่อว่ามีสรรพคุณเป็นยาเย็นช่วยปรับอุณหภูมิภายในร่างกาย หรือจะใส่น้ำเชื่อมเติมน้ำแข็งรับประทานเป็นของว่าง ต่อด้วย กิจกรรมทำเรือตะโก โดยการลอกเปลือกไม้ตะโกมาทำเป็นเรือเพื่อทำบุญให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับ เรียกว่า ประเพณีลอยเรือตะโก จัดขึ้นในวันออกพรรษา ปัจจุบันต้นตะโกเป็นไม้หายาก ชาวบ้านรวมทั้งนักท่องเที่ยวจึงร่วมแรงช่วยกันปลูกต้นตะโกเพิ่มเติมภายใต้โครงการธนาคารสีเขียว

เสร็จจากภารกิจสีเขียวจากนิเวศพิพิธภัณฑ์บ้านช้างทูนแล้ว เดินทางไปชมและเลือกซื้อพลอย อัญมณีชื่อดังเมืองตราดได้ที่ร้านขายพลอยในตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อไร่ หรือภายในตัวอำเภอเมืองตราดได้เช่นกัน พลอยที่ทำชื่อเสียงโด่งดังให้กับจังหวัดตราดคือพลอยแดง หรือทับทิมสยาม รวมไปถึงพลอยสีต่างๆ เช่น ไพลินสีน้ำเงิน พลอยสีชมพู พลอยบุษราคัมสีเหลือง และพลอยโกเมนสีแดงคล้ำ พลอยเหล่านี้สามารถเลือกซื้อเป็นเม็ดๆ เพื่อนำไปเจียระไน และประกอบตัวเรือนเป็นเครื่องประดับชนิดต่างๆ หรือจะเลือกซื้อแบบที่เป็นเครื่องประดับสำเร็จแล้ว เช่น แหวน สร้อยคอ กำไล ต่างหู มีให้เลือกหลากหลายสไตล์ในร้านขายพลอย

ตราด เมืองเล็กๆ ทะเลใสๆ หาดทรายสวยๆ กับความเงียบสงบที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีความน่ารัก ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ในอำเภอเมืองตราดมีร้านอร่อยหลายร้าน บริการทั้งเมนูอาหารทะเลสดๆ อาหารท้องถิ่น รวมไปถึงอาหารเพื่อสุขภาพที่ปรุงจากผักปลอดสารพิษ ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทไหน เรื่องรสชาติ คุณภาพของวัตถุดิบ และความสดนั้นไม่เป็นสองรองใคร พร้อมการบริการแบบเอาใจใส่ทุกรายละเอียดของลูกค้าให้เป็นเสมือนยกครัวที่บ้านตัวเองมาไว้ที่นี่

วันที่ 3

เริ่มต้นวันด้วยการมาสัมผัสวิถีชีวิตอันเรียบง่าย ณ ดินแดนสามน้ำอันอุดมสมบูรณ์ ณ กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงนิเวศตำบลห้วยแร้ง มาถึงที่นี่จะได้ทั้งล่องคลอง ท่องสวน เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบโลว์ คาร์บอน การนำธรรมชาติรอบตัวมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน จนเกิดเป็นการกิน การอยู่แบบวิถีพอเพียง และด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านที่มีอยู่ในสายเลือด จึงได้นำมาพัฒนาเป็นกิจกรรมต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเรียนรู้ มาสัมผัสจริง แต่ละกิจกรรมได้มีการสอดแทรกเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม ให้ผู้มาเยือนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติให้ยั่งยืนสืบไป

ห้วยแร้ง…บ้านธรรมชาติที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ตำบลห้วยแร้งมีพื้นที่เชื่อมโยงกับลำคลอง ชุมชนอาศัยหากินอยู่กับคลองห้วยแร้งมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของคนทั้งตำบล และยังมีระบบนิเวศคลอง ๓ น้ำที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก คือน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม จึงเกิดเป็นความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะรากฝอยของต้นครูซ ที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำต่างๆ ด้วยความหลากหลายนี้ ทำให้ผืนน้ำและผืนป่าของตำบลห้วยแร้งมีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทำไร่ ทำนา ทำสวนผลไม้ รวมไปถึงประมงพื้นบ้าน เช่น การจับกุ้ง จับปลา เป็นต้น ต่อมา มีนักวิจัยเล็งเห็นว่านอกจากตำบลห้วยแร้งจะมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์แล้ว ยังมีคุณสมบัติพิเศษคือการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนที่เหนียวแน่นและการจัดการทรัพยากรที่ดี จึงให้คำแนะนำแก่ชุมชนจัดตั้งเป็นกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงนิเวศตำบลห้วยแร้งเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนจนประสบความสำเร็จ

จากวิถีชีวิต มาเป็นกิจกรรมสนุก
หากต้องการเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนตำบลห้วยแร้ง ทุกๆ กิจกรรมล้วนมาจากวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนทั้งสิ้น โดยมีกิจกรรมหลักคือ เรียนรู้การทำสบู่เปลือกมังคุด การทำขนมจาก การทำข้าวห่อกาบหมาก และล่องเรือชมต้นครูซและป่าจาก ชมทัศนียภาพตามสายน้ำในคลองห้วยแร้ง โดยแต่ละกิจกรรมให้ทั้งความรู้ ความเพลิดเพลิน ความสนุก รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะจากชาวชุมชนห้วยแร้งที่น่ารักและเป็นกันเอง มาเรียนรู้กิจกรรม เริ่มตั้งแต่…

การทำสบู่เปลือกมังคุด
ด้วยความที่ชุมชนห้วยแร้งมีผลผลิตมังคุดมากมาย ยิ่งโดยเฉพาะฤดูกาลของมังคุดที่ออกดอกออกผล ชาวบ้านมักพูดกันว่า “มังคุดเยอะจนเหยียบไม่ถึงพื้น” นั้นหมายถึง เข้าไปในสวนในไร่ มังคุดจะหล่นร่วงเต็มพื้นจนมองไม่เห็นพื้นดิน จึงเป็นที่มาของไอเดียในการนำเปลือกมังคุดมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยมีสองคู่หู คุณพรรณี เข็มดี และคุณพาที ปั้นชู มาร่วมมือกันค้นหาสูตร พัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงแห่งชุมชนห้วยแร้ง ความพิเศษของสบู่ไม่ได้อยู่แค่เปลือกมังคุด ตัวแม่พิมพ์ทำมาจากไม้ไผ่วัสดุธรรมชาติที่ไม่เป็นอันตราย นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้ขั้นตอนการทำสบู่เปลือกมังคุดตั้งแต่ต้นจนจบ และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กลับไปเป็นของฝากได้ ปัจจุบันมีการพัฒนานำเอาเปลือกมังคุดมาทำเป็นสบู่เหลว แชมพู ครีมบำรุงผิว ฯลฯ ด้วยเช่นกัน ด้วยภูมิปัญญาและด้วยความเพียรพยายามนี้เอง ทำให้กิจกรรมสบู่เปลือกมังคุดได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งใน Creative Tourism จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

การทำขนมจาก
คุณยายสำเนียง สนั่นโสด ผู้สืบทอดขนมจากสูตรโบราณเล่าให้ฟังว่า “สมัยก่อนคนโบราณไม่มีขนมให้ซื้อกินเหมือนสมัยนี้ จึงเอาวัตถุดิบใกล้ตัวที่มีมาดัดแปลงเป็นขนมจาก ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าวในสวน น้ำตาลในไร่ ข้าวในนา และที่สำคัญคือ ใบจาก พืชท้องถิ่นที่นำมาใช้ห่อขนม และถ้าอยากซื้ออะไร ก็ต้องทำขนมจากไปขาย เพื่อแลกเป็นเงินไปซื้ออย่างอื่น” ขนมจากจึงเป็นขนมที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนห้วยแร้งมาแต่ไหนแต่ไร นอกจากจะรสชาติอร่อย หวาน มัน ยังเป็นขนมที่ทำมาจากวัตถุดิบริมรั้วที่มีประโยชน์อีกด้วย นักท่องเที่ยวสามารถมาเรียนรู้วิธีการทำขนมจากจากคุณยายสำเนียง สนั่นโสด และลองชิมว่าขนมจากบ้านห้วยแร้ง พิเศษและแตกต่างจากขนมจากที่อื่นอย่างไร

การทำข้าวห่อกาบหมาก กระเป๋าห่อข้าวน้อย…ลดโลกร้อน
ด้วยภูมิปัญญาของคุณยายประจวบ สวัสดี นำเอาความทรงจำวัยเด็กขึ้นมาปัดฝุ่นคิดค้นเอากาบหมากมาทำเป็นกระเป๋าห่อข้าว เพราะสมัยที่คุณยายเด็กๆ ในช่วงฤดูฝน เวลาเดินทางไปโรงเรียนยังไม่มีร่ม จึงใช้กาบหมากมาห่อหนังสือเพื่อไม่ให้เปียกชื้น ด้วยจิตสำนึกในชุมชนว่าจะทำอย่างไรให้ทุกกิจกรรมนั้นไม่กระทบสิ่งแวดล้อม แทนที่จะใช้กล่องโฟมห่อข้าว จึงหันมาใช้กาบหมากแทน โดยเก็บกาบหมากที่แห้งร่วงหล่นลงมาจากต้น ตัดเป็นสี่เหลี่ยมแล้วนำมาลอกเปลือกด้านนอกออก เอาแต่เยื่อด้านในกาบหมาก ซึ่งมีความเหนียวและหอม ช่วยถนอมอาหารได้ มาประยุกต์ด้วยการดีไซน์ให้เป็นกระเป๋าห่อข้าวผัดกะปิแสนอร่อย เคียงด้วยไข่เค็ม ปลากรอบ สับปะรด มะม่วงหิมพานต์ แตงกวา ส่วนเศษกาบหมากที่เหลือนั้น นำมาตัดเป็นช้อนสำหรับตักข้าว เรียกได้ว่ากระเป๋าห่อข้าวใบนี้ ทำจากวัสดุธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ แถมยังย่อยสลายไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน นักท่องเที่ยวสามารถพกพาไปรับประทานระหว่างทางได้ทั้งบนรถ บนเรือ นอกจากจะอร่อย สด สะอาดแล้ว ยังเป็นวิถีไทยเก๋ไก๋ไม่เหมือนใครอีกต่างหาก

ล่องเรือชมทัศนียภาพคลองห้วยแร้งและวิถีป่าจาก
ชาวห้วยแร้งมีชีวิตผูกพันกับคลองห้วยแร้งและต้นจากมาตั้งแต่กำเนิด การได้มาล่องเรือชมคลองห้วยแร้ง จะได้เรียนรู้ทั้งวิถีประมงพื้นบ้าน ความเป็นอยู่ของชนบทริมน้ำ นิเวศริมคลอง และต้นจากที่อยู่เคียงข้างคนห้วยแรงเสมอมา ประโยชน์ของต้นจากนั้นมีมากมาย ตั้งแต่ลูกจากนำมารับประทาน ทำเป็นขนมได้ ใบจากมาทำประโยชน์นานาชนิด เช่น มวนยาเส้น ทำขนมจาก ทำงอบ หรือแม้กระทั่งนำใบจากมามุงหลังคาบ้าน ต้นจากสามารถเป็นกำแพงกันน้ำเซาะตลิ่งได้อย่างดีเยี่ยม เรียกได้ว่าตั้งแต่ต้น ยันใบ สร้างคุณค่า สร้างคุณประโยชน์ให้กับชาวห้วยแร้งมหาศาล ระหว่างทางอย่าลืมนำข้าวห่อกาบหมากมารับประทานด้วย อิ่มทั้งท้อง อิ่มทั้งใจ

กิจกรรมภายในชุมชนห้วยแร้งยังมีอีก…
นอกจากกิจกรรมที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ชุมชนห้วยแร้งยังมีกิจกรรมต่างๆ ให้เข้ามาเรียนรู้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการไปเยี่ยมเยียน บ้านสมุนไพร ที่เปิดให้เรียนรู้การปลูกผักผลไม้เพื่อใช้แทนยา ทั้งสมุนไพรให้ฤทธิ์ร้อนและฤทธิ์เย็น บ้านวิถีริมคลอง จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตริมคลอง ทั้งการแทงกุ้ง และตกกุ้งก้ามกราม บ้านสวนสมรม เรียนรู้เกี่ยวกับสวนสมรม หรือสวนเกษตรแบบผสมผสาน ที่ปลูกผลไม้ ยาง และผัก ไว้ในพื้นที่เดียวกัน บ้านสวนยาง เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวสวนยางและการกรีดยาง และ บ้านใบจาก บ้านที่สอนการทำงอบจากใบจาก สอนทำขนมจาก และสวนหมาก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่เกิดจากวิถีของชาวห้วยแร้งที่ดำเนินอยู่จริง ซึ่งจะเป็นประสบการณ์ตรงให้แก่นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และสัมผัสวิถีของชุมชนห้วยแร้งได้อย่างดี

หัวใจหลักของชุมชนห้วยแร้ง “ทำการท่องเที่ยว ต้องไม่มีขยะย่อยยาก”
ชาวห้วยแร้งมีความภูมิใจที่ยึดมั่นในการปฏิบัติและรณรงค์เรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดตลอดมา โดยหัวใจหลักคือ “ทำการท่องเที่ยว ต้องไม่มีขยะย่อยยาก” เกิดจากแนวคิดว่าถ้าในหนึ่งปีมีนักท่องเที่ยวมา ๒,๐๐๐ คน หากใช้กล่องโฟมบรรจุอาหาร แปลว่าบ้านห้วยแร้งจะมีกล่องโฟม ๒,๐๐๐ กล่องที่ต้องกำจัด จึงได้หาวิธีหลีกเลี่ยงโดยใช้กาบหมากในการบรรจุอาหารแทน ในเรื่องของการแยกขยะก็เช่นเดียวกัน ก่อนจะมีเรื่องท่องเที่ยวเข้ามา ชาวบ้านทำการแยกขยะเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่มีการแจกน้ำโดยใช้แก้วพลาสติก ลดการเดินทางของอาหารโดยเลือกพืชผักท้องถิ่นมาปรุงอาหาร ฤดูกาลไหนมีผักชนิดใดขึ้น ผลไม้ชนิดใดออกผล ก็เก็บมารับประทานไม่ต้องไปหาซื้อจากที่ไหน ชุมชนห้วยแร้งจึงไม่ต้องปรับตัวมากนัก เพียงแต่ยึดมั่นในการปฏิบัติอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชุมชนอื่นๆ นักท่องเที่ยวต่างถิ่น หรือแม้แต่ลูกหลานของตนเองสืบไป

หลังจากที่ได้เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรม รวมไปถึงการดูแลเอาใจใส่ในสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติรอบตัวของชุมชนต่างๆ ไปแล้ว บ่ายนี้จะเดินไปสู่เกาะช้าง เกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะทะเลอ่าวไทยและใหญ่เป็นอันดับ ๒ ของประเทศไทยรองจากภูเก็ต มีเกาะเล็ก เกาะน้อยรวมกันกว่า ๕๐ เกาะ เกาะช้างเป็นเกาะที่มีความสวยงาม นอกจากจะโด่งดังในเรื่องของชายหาด และเกาะต่างๆ แล้ว พื้นที่กลางเกาะยังเป็นภูเขาและป่าดิบชื้น ต้นกำเนิดของแม่น้ำลำธารสายต่างๆ ทำให้เกาะช้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย สามารถตอบสนองนักท่องเที่ยวได้อย่างครบรส โดยเฉพาะสถานที่พักผ่อน บนเกาะมีรีสอร์ทให้เลือกพักหลากหลายสไตล์ ตั้งแต่โรงแรมติดทะเล ติดธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งโรงแรมที่เน้นเรื่องการพักผ่อนเชิงสุขภาพ รีสอร์ทแนวทรอปิคอล เน้นต้นไม้ เน้นพื้นที่สีเขียว มีบ่อน้ำที่ให้น้ำทะเลไหลเข้ามาตามธรรมชาติ ตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ที่สำคัญมีพื้นที่ติดป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ สามารถพายเรือคายักลัดเลาะเที่ยวชมป่าชายเลนได้ นอกจากจะใกล้ชิดกับธรรมชาติแล้ว ยังมีเรื่องการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ มีอาหารเพื่อสุขภาพบริการ มีโปรแกรมล้างพิษ มีชั้นเรียนโยคะ มีการนวดบำบัด ฯลฯ อีกมากมาย

มาถึงเกาะช้าง ต้องนึกถึงอาหารทะเล บนเกาะช้างมีร้านอาหารทะเลสดๆ มากมาย ตั้งแต่ฝั่งทางทิศตะวันตกยาวเรื่อยมาถึงทางทิศตะวันออกของเกาะ เรียกได้ว่ารอบเกาะช้าง สามารถหาอาหารทะเลสดๆ อร่อยๆ รับประทานได้อย่างง่ายดาย ตัวอย่างเมนูขึ้นชื่อที่ไม่ควรพลาดคือ หมึกแดดเดียว ที่ทำจากหมึกน้ำลึก มีความสด เนื้อหนา ตัวใหญ่ รสชาติหวานหอม หรือจะเป็นฮ่อยจ๊อที่มีแต่เนื้อปูล้วนๆ หอยเชลล์ผัดฉ่าใส่พริกขี้หนูสด และกุ้งซอสมะขามสูตรต้นตำรับ เป็นต้น

วันที่ 4

อรุณสวัสดิ์เช้าวันใหม่ด้วยเครื่องดื่มและเมนูอาหารเช้าเพื่อสุขภาพ เช้านี้เข้าร่วมโปรแกรมเพื่อสุขภาพของทางเดอะสปา เกาะช้าง รีสอร์ท บริเวณรีสอร์ทมีศาลาโยคะที่มีชานไม้ยื่นไปในน้ำ รายล้อมด้วยป่าชายเลนของอ่าวสลักคอก บรรยากาศสงบเงียบพร้อมด้วยครูฝึกโยคะชาวต่างประเทศที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างชำนาญ ด้วยวิธีการใช้พลังงานจักรวาลในการบำบัดรักษาอาการต่างๆ เรียกว่า เรกิ และโลตัสทัช หลังจากฝึกโยคะแล้ว ไปอบไอน้ำที่กระท่อมหิน กับสูตรสมุนไพรกว่า ๑๕ ชนิด ที่จะช่วยขับเหงื่อ และสารพิษออกจากร่างกาย เพื่อให้สมุนไพรได้แทรกซึมเข้าไปบำรุงและรักษาส่วนต่างๆ ก่อนจะไปนวดผ่อนคลายทั้งนวดไทย นวดเท้า นวดน้ำมันหอมระเหย และการทำทรีทเมนท์ผิวหน้า

นอกจากกิจกรรมเพื่อสุขภาพที่กล่าวไปแล้ว ยังมีโปรแกรมอื่นๆ ให้เข้าร่วม เช่น โปรแกรมล้างพิษเพื่อสุขภาพ พายเรือคายัคชมธรรมชาติอ่าวสลักคอก เป็นต้น เสร็จจากกิจกรรมช่วงเช้าแล้ว รับประทานอาหารกลางวันกับเมนู รอว์ฟูด (Raw Food) ซึ่งเป็นอาหารที่ทำจากพืช ผักสดตามธรรมชาติ โดยไม่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ แล้วนำมาปรุงแบบสดๆ โดยไม่ผ่านความร้อนเพื่อการทำให้สุก หรือถ้าผ่านความร้อนก็ต้องไม่เกิน ๔๒ องศาเซลเซียส ทั้งนี้เพื่อให้อาหารรอว์ฟูดคงไว้ซึ่งคุณค่าอาหารจากธรรมชาติอย่างเต็มที่ โดยเมนูที่แนะนำคือ ผัดไทย ซุปแตงกวา โนริโรล และช็อคบอล ที่นอกจากจะสุขภาพดีแล้ว ยังปราศจากสารเคมีด้วยเช่นกัน

>หลังจากสัมผัสความสบายสไตล์รีสอร์ทเพื่อสุขภาพ และอิ่มหนำสำราญกับอาหารทะเลสดๆ กันแล้ว หากยังมีเวลา ขอแนะนำให้ไปเที่ยวสัมผัสธรรมชาติโดยรอบเกาะช้างได้ที่ น้ำตกธารมะยม อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติไปประมาณ ๔๐๐ เมตร เป็นน้ำตกขนาดกลางมี ๔ ชั้น ลักษณะเป็นธารน้ำไหลผ่านลงมาเป็นชั้นๆ ตามร่องหินแกรนิตสีดำ มีหน้าผาสูงชันจนเกือบตั้งฉาก รายล้อมด้วยป่าดงดิบ ในสภาพอากาศที่เย็นสบาย ต่อด้วย น้ำตกคลองพลู อยู่ห่างจากชุมชนอ่าวคลองพร้าวประมาณ ๓ กิโลเมตร ไปตามถนนที่จะไปหาดไก่แบ้ เลี้ยวเข้าไปอีก ๒ กิโลเมตร จะถึงที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ จากนั้นเดินเท้าเข้าสู่น้ำตกประมาณ ๕๐๐ เมตร น้ำตกแห่งนี้มีอยู่ ๓ ชั้นตกจากหน้าผาสูงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง ชั้นแรกสุดสูงประมาณ ๔๐ เมตร ชั้นต่อไปอยู่ติดกัน สภาพป่าโดยรอบอุดมสมบูรณ์ มีธารน้ำแยกจากคลองพลูหลายสาย และมีแอ่งน้ำให้เล่นประมาณ ๒ – ๓ จุด หรือจะเลือกท้าทายกับกิจกรรมผจญภัยที่ ทรี ท็อป แอดเวนเจอร์ พาร์ค (Tree Top Adventure Park) ทั้งการไต่บันไดลิงขึ้นยอดไม้ การไต่สะพานเชือก โหนเชือกแบบทาร์ซาน และชักรอกลอยฟ้า มี ๒ สนาม ๓๐ ฐาน มีการใช้เทคนิคและอุปกรณ์พิเศษต่างๆ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

การเดินทางบนเส้นทางนี้นอกจากจะได้รับความสุขสนุกสนานแล้ว ยังได้เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตชุมชนที่ไม่ได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ยังคงอนุรักษ์ไว้ซึ่งวิถีดั้งเดิม รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม การปลูกป่าทดแทน เต็มอิ่มกับธรรมชาติรอบตัวทั้งป่า เกาะ ชายหาด เรียกได้ว่า เป็นเส้นทางที่ครบทุกรส และอาจเป็นแรงบันดาลใจสร้างทัศนคติที่ดีให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อช่วยกันสร้างโลกสีเขียวให้อยู่อย่างยั่งยืนตลอดไป