Green Story

รักษ์ผืนน้ำ ชมความงามท้องทะเล

                นับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา Green Storyชวนผู้อ่านไปปีนเขา เดินป่า และชมดอกไม้ผลิบานท่ามกลางสายลมหนาว แถมต่อด้วยสัมผัสวัฒนธรรมที่แตกต่างจากการพักโฮมสเตย์และท่องเที่ยววิถีชุมชนมาแล้ว หากใครที่มีใจรักการผจญภัยและยังอยากสำรวจแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เดือนนี้ เราอยากชวนไปท่องโลกใต้ท้องทะเลกันดูบ้าง แต่ก่อนออกเดินทาง เรามาเตรียมความพร้อมและทำความรู้จักแหล่งดำน้ำของไทยที่งามเลื่องลือไกลระดับโลกกันเถอะ
                ก่อนอื่น ลองชวนเพื่อนฝูงหรือคนรู้ใจกางปฏิทินหาวันว่างออกไปหาประสบการณ์กัน แต่ต้องหลีกเลี่ยงฤดูมรสุมเพื่อความปลอดภัยและทัศนวิสัยใต้น้ำที่ดี หากวางแผนไปดำน้ำฝั่งทะเลตะวันออก เช่น เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง, เกาะหมาก เกาะกูด จังหวัดตราด เดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนนี่แหละเหมาะมาก แต่หากจุดหมายคือฝั่งอ่าวไทย เช่น เกาะสมุย เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานีควรเดินทางช่วงเดือนเมษายนถึงตุลาคม และสุดท้ายฝั่งอันดามัน เช่น หมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา, หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่, เกาะพยาม จังหวัดระนอง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือตั้งแต่พฤศจิกายนถึงกลางเมษายน
                นอกจากนี้ เรายังอาจตัดสินใจเลือกจุดดำน้ำจากถิ่นที่อยู่ของพืชหรือสัตว์ทะเลที่อยากชมเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น หินแดง หินม่วง (อยู่ห่างจากเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ประมาณ 60กิโลเมตรหรือ 3ชั่วโมง)  ซึ่งได้รับการขนานนามตามสีของปะการังอ่อนที่ปกคลุมกองหินใต้ท้องทะเล ที่นี่อุดมไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด ทั้งม้าน้ำ กุ้งการ์ตูน ปูแต่งตัว ปลาไหลมอเรย์ ปลาสาก หรือแม้กระทั่งกระเบนราหูและฉลามวาฬ ส่วนจุดดำน้ำอีกแห่งหนึ่งที่เด็ดไม่แพ้กัน คือ ร่องน้ำจาบัง (อยู่ห่างจากเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล ประมาณ30นาที) เป็นกองหินใต้น้ำซึ่งปกคลุมด้วยปะการังอ่อนหลากสี เช่น สีแดงสด สีชมพู สีส้ม สีม่วง รวมถึงดาวขนนกสีเหลืองดำ ดอกไม้ทะเลสีน้ำเงิน และฟองน้ำครก สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จึงถูกเรียกรวมกันว่า “ปะการังเจ็ดสี” จุดเด่นของที่นี่อยู่ตรงที่นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องดำน้ำลึก แค่ดำน้ำตื้นก็สามารถพบเห็นทั้งหมดนี้ได้
                 จากนั้นมาจัดกระเป๋ากันและเตรียมความพร้อมกันเถอะ สิ่งของที่ควรเตรียมไป ได้แก่ ผ้าเช็ดตัว ชุดสำหรับเปลี่ยน ถุงพลาสติกใส่เสื้อผ้าที่เปียก ซองกันน้ำสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แว่นกันแดด หมวก เจลหรือโลชั่นหลังออกแดด รองเท้าแตะ และหนังสืออ่านเล่น ส่วนอุปกรณ์ดำน้ำ อาหารและเครื่องดื่ม ทางบริษัททัวร์จะเตรียมไว้รับรองอยู่แล้ว ส่วนสาวๆ หลายคนคงเตรียมครีมกันแดดกันยกใหญ่ แต่จริงๆ แล้วทาแต่พอดีแค่ส่วนที่อยู่นอกร่มผ้าก็พอ เพราะในครีมกันแดดมีสาร BP-3ที่สามารถทำลายปะการังให้เสื่อมโทรมได้ รวมทั้งลองหันมาสวมใส่ชุดว่ายน้ำแบบแขนยาว (rash guard)ดูสิ กันได้ทั้งแสงแดดและลดโอกาสสัมผัสพืชหรือสัตว์ที่มีพิษด้วยนะ ก่อนถึงวันดำน้ำ เราควรตรวจสอบเวลาออกเรือล่วงหน้ากับบริษัททัวร์ ทางที่ดีควรจดเบอร์โทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ชายฝั่งเผื่อไว้ด้วยในกรณีฉุกเฉิน คืนก่อนดำน้ำ เราควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ หากมีอาการเมาเรือ ควรเตรียมทานยาล่วงหน้าก่อนลงเรือสัก 30นาที
                 สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการดำน้ำลึก (scuba diving)เราควรรักษาสมดุลตามธรรมชาติของท้องทะเล โดยไม่สัมผัส ก่อกวน หรือหยิบจับปะการังและสัตว์ทะเลอย่างเด็ดขาด อีกทั้งยังไม่ควรนำขนมปังไปให้อาหารปลา เพราะโดยปกติปลาจะกินสาหร่ายหรือแพลงก์ตอน อันถือเป็นการทำความสะอาดปะการังไปในตัว ทว่าเมื่อปลากินขนมปังจนอิ่มและไม่ยอมกินสาหร่าย ปะการังที่ถูกสาหร่ายปกคลุมหนาจนเกินไปจะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอและตายในที่สุด ส่วนเศษขนมปังที่ปลากินไม่หมด ก็อาจเน่าเสียทำให้สภาพน้ำเสื่อมโทรมลง อีกพฤติกรรมหนึ่งที่พึงหลีกเลี่ยงคือการเปิดแฟลชที่สว่างจ้าเกินไปขณะถ่ายภาพใต้น้ำ เพราะอาจทำให้สัตว์ตกใจได้นอกจากนี้ อีกหนึ่งเคล็ดลับที่นักดำน้ำหลายคนไม่ค่อยทราบ นั่นก็คือ น้ำส้มสายชูช่วยบรรเทาพิษแมงกะพรุนไฟได้ ดังนั้น แบ่งใส่ขวดเล็กๆ พกไปด้วยเพื่อความไม่ประมาท
                 ส่วนผู้ที่ไม่เคยผ่านการฝึกดำน้ำลึก ก็สามารถชื่นชมความงามใต้ท้องทะเลได้ด้วยกิจกรรมดำน้ำตื้น(snorkelling) เมื่อขึ้นเรือแล้ว สิ่งแรกที่ควรทำคือสำรวจความเรียบร้อยชูชีพว่ามีสายรัดและตัวล็อคครบหรือไม่ จากนั้นจึงปรับให้พอดีตัว เพื่อความปลอดภัยเวลาลงน้ำ เสื้อชูชีพจะได้ไม่ลอยขึ้นมาค้ำคอขณะสวมใส่ กรณีที่ว่ายน้ำไม่เป็นหรือไม่เคยมีประสบการณ์ดำน้ำมาก่อน อย่าลืมแจ้งเจ้าหน้าที่บนเรือ เพื่อเขาจะได้จัดคนคอยดูแลให้เป็นพิเศษ
                 สุดท้ายนี้ นักดำน้ำยังสามารถแสดงพลังจิตอาสาโดยเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR)เช่นโครงการเก็บขยะและตัดซากอวนใต้ทะเลที่เกาะเต่า จังหวัดชุมพร, โครงการปลูกปะการังที่เกาะแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี, โครงการปล่อยเต่าทะเลและหอยมือเสือที่เกาะทะลุ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น การร่วมมือร่วมใจกันรักษาและฟื้นฟูท้องทะเลไทยเช่นนี้ก็เพื่อให้พวกเราและคนรุ่นหลังได้มีโอกาสใกล้ชิดกับธรรมชาติใต้น้ำไปตราบนานเท่านาน