Green Story

ทอดน่อง ท่องเมือง

แน่นอนว่าการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นไฮไลท์ของแต่ละจังหวัดย่อมเป็นสิ่งที่นักเดินทางทุกคนถวิลหา แต่หากอยากทำความรู้จักและเข้าใจจุดหมายปลายทางอย่างถ่องแท้แล้วล่ะก็ ลองปล่อยให้สองเท้าและสัญชาติญาณพาคุณไปสำรวจเมืองเก่าหรือย่านชุมชนดูสิ นอกจากจะได้เห็นมุมมองใหม่ที่อาจนึกไม่ถึงมาก่อนแล้ว การเดินเที่ยวยังช่วยลดความหนาแน่นของการจราจรบนท้องถนน ลดมลภาวะทางอากาศ แถมยังส่งเสริมสุขภาพด้วย ฉะนั้น เดือนนี้เราขอพาคุณออกไปเปิดหูเปิดตากับ2เมือง2บรรยากาศ ซึ่งรับรองว่าโดนใจผู้อ่าน Green Storyทุกคนแน่นอน
          ภูเก็ตไม่ได้มีดีแค่น้ำทะเลสีฟ้าใสกับหาดทรายสีขาว แต่ที่นี่ยังมีย่านเมืองเก่าให้มาเดินเล่นเก๋ๆ ตามวิถีฮิปสเตอร์ (hipster)สถาปัตยกรรมแบบจีนผสมยุโรปที่นิยมเรียกว่า ชิโน-โปรตุกีส (Sino-Portuguese) สะท้อนให้เห็นความงามแบบตะวันตกและตะวันออกที่ผสมผสานเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืนนับตั้งแต่สมัยที่กิจการเหมืองแร่ยังคงเฟื่องฟู ประวัติศาสตร์ความชิคของย่านเมืองเก่ากระจายตัวอยู่บริเวณถนนภูเก็ต ถนนรัษฎา ถนนระนอง ถนนพังงา ถนนมนตรี ถนนกระบี่ ถนนสตูล ถนนถลางและซอยรมณีย์ ให้นักท่องเที่ยวได้เดินลัดเลาะบันทึกภาพความทรงจำด้วยกล้องถ่ายรูปกันอย่างตื่นตาตื่นใจ แถมยังมีของอร่อยให้ได้ลองลิ้มชิ้มรสอยู่ไม่น้อย
          อาคารเด่นๆ ในย่านเมืองเก่าภูเก็ตที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ อั่งม้อหลาว(คฤหาสน์ฝรั่ง) หลังแรกของภูเก็ตคือ บ้านของพระพิทักษ์ ชินประชา นายหัวกิจการเหมืองแร่ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนกระบี่ ภายหลังตึกคอนกรีตหลังงามนี้ได้กลายเป็นต้นแบบบ้านคหบดีจีนที่กระจายตัวอยู่ทั่วภูเก็ต ส่วนตึกแถว 2ชั้น แบบกึ่งร้านค้ากึ่งที่อยู่อาศัยนั้น ชาวภูเก็ตเรียกว่า เตี้ยมฉู่ ซึ่งมีทางเดินเท้าด้านหน้าเป็นช่องซุ้มโค้งเชื่อมกันไปตลอดทั้งแนว พร้อมทั้งมีหลังคายื่นออกมากันแดดกันฝน อีกทั้ง นักท่องเที่ยวยังสามารถเรียนรู้ความเป็นมาของชาวจีนโพ้นทะเลได้ที่พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัวที่ลูกหลานชาวจีนฮกเกี้ยนในภูเก็ตร่วมกันก่อสร้างขึ้น เดิมทีสถานที่แห่งนี้เป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนแห่งแรกของจังหวัด แต่ปัจจุบันชั้นล่างถูกใช้เป็นห้องจัดแสดงนิทรรศการ ส่วนชั้นบนยังใช้เป็นห้องเรียนภาษาจีนเช่นเดิม
          แต่สำหรับนักเดินทางสายสโลว์ ไลฟ์ (slow life)ต้องไม่พลาดเมืองน่าน จังหวัดเล็กๆ แต่เปี่ยมล้นไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งความสงบเรียบง่าย แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่สำคัญของจังหวัด อย่างวัดวาอารามและสถานที่ราชการ ต่างก็ตั้งเรียงรายอยู่ใกล้กันในย่านข่วงเมือง หรือลานใจกลางเมืองนั่นเอง ทำให้การสำรวจเมืองน่านสามารถเดินหรือปั่นจักรยานแบบชิวๆ ได้สบายมาก นอกจากนี้ รถรางยังถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการชมเมืองที่สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุหรือเด็กเล็กและนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการเร่งรีบ จุดขึ้นลงรถรางอยู่ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ถนนผากอง แถมบนรถ ยังมีอาสาสมัครมัคคุเทศก์ท้องถิ่นคอยบรรยายให้ความรู้ตลอดทางอีกด้วย
          สถานที่สำคัญในข่วงเมืองน่านที่ควรค่าแก่การไปเยือน ได้แก่ วัดภูมินทร์วัดทรงจัตุรมุข (อาคารที่มีทางเข้า 4 ด้าน) ซึ่งมีอาคารที่ทำหน้าที่เป็นทั้งพระอุโบสถและพระวิหาร ภายในยังประดับด้วยจิตรกรรมฝาผนังอันเลื่องชื่อ ‘ภาพกระซิบรักปู่ม่านย่าม่าน’ ถัดมาก็จะได้พบกับวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ซึ่งเคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เจดีย์ของวัดนี้มีความพิเศษ คือส่วนฐานปั้นเป็นรูปช้างครึ่งตัว เหมือนช้างกำลังเอาหลังหนุนองค์เจดีย์ไว้ จากนั้นแวะชมคุ้มเจ้าราชบุตร (หมอกฟ้า ณ น่าน) ที่นี่เคยเป็นคุ้มของเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย ส่วนใครที่อยากชมฝีมือช่างเมืองน่าน ต้องมาที่วัดหัวข่วง ซึ่งจะสังเกตได้ว่าเจดีย์ทรงปราสาทดูสูงเรียวกว่าเจดีย์ฝีมือช่างล้านนา อีกที่ที่พลาดไม่ได้คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เดิมเป็นหอคำของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ลักษณะเป็นเรือนไม้สักผสมไม้ตะเคียนขนาดใหญ่ มีการจัดแสดงหลักศิลาจารึกลำดับเชื้อสายเจ้าผู้ครองนคร เครื่องใช้ส่วนพระองค์ ภาพถ่ายโบราณ และของคู่บ้านคู่เมืองอย่างงาช้างดำ สุดท้าย ควรเดินทางไปสักการะวัดมิ่งเมือง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของเสาหลักเมือง เป็นอันสิ้นสุดทริปเที่ยวชมข่วงเมืองน่านโดยสมบูรณ์
          ไม่ว่าคุณจะเป็นนักท่องเที่ยวสไตล์ไหนก็ตาม การเดินเที่ยวชมเมืองหรือย่านชุมชนตอบโจทย์เสมอ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์ ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนี้ล้วนขึ้นอยู่กับตัวเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกจุดหมาย เส้นทาง หรือความเร็วของฝีเท้า นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้นักเดินทางได้ย้อนรอยประวัติศาสตร์ เรียนรู้อัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชนนั้นๆ รวมถึงใช้รูปแบบการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย  หากกำลังมองหาวิธีผ่อนคลายง่ายๆ ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์อยู่ละก็ ออกมาเดินทอดน่องท่องเที่ยวกันเถอะ มัวรออะไรอยู่