คุณพงศา ชูแนม ประธานมูลนิธิธนาคารต้นไม้

Green Story Interview

อยากให้เล่าถึงว่ามูลนิธินี้ ก่อตั้งมากี่ปีแล้ว มีจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายอย่างไร

มูลนิธิธนาคารต้นไม้มันเป็นส่วนควบคู่กับกรรมการธนาคารต้นไม้ระดับชาติ เราตั้งธนาคารต้นไม้เป็นองค์กรภาคประชาชนตั้งเมื่อปี 49 แล้วก็มาตั้งมูลนิธิปี 55 แล้ว ก็ไม่ได้มีความต่างอะไรกันมากหรอก เราก็ไม่ได้ตั้งมูลนิธิเพื่อหาเงินแต่ตั้งเพื่อจะให้กระบวนการขับเคลื่อนเรื่องต้นไม้มันเป็นไปตามหลักการทันทีได้จดทะเบียนจริง ๆ การเป็นกรรมการธนาคารต้นไม้มันคงไม่ได้เป็นอะไรเป็นองค์กรภาคประชาชน แต่ประเทศไทยจะยอมรับองค์กรที่จดทะเบียนเป็นสมาคมเป็นมูลนิธิ เราก็เลยไปจดทะเบียนมูลนิธิ ถามว่าทำอะไร ก็ทำเหมือนองค์กรธนาคารต้นใม้ ธนาคารต้นไม้เป็นองค์กรภาคประชาชนที่สร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้คนปลูกต้นไม้ในประเทศแต่ไม่ใช่การรณรงค์ ไม่ใช่การไปสนับสนุนอะไร เป็นการเสนอกฎหมายให้มีกฎหมายให้กับคนปลูกต้นไม้ ซึ่งที่จริงมันประหลาดว่าประเทศอื่นไม่เหมือนกับประเทศเรา ประเทศอื่นการปลูกต้นไม้ทำอาชีพเกี่ยวกับต้นไม้กับไม้เป็นปกติทำได้อย่างสิทธิและเสรีภาพ เช่นในสแกนดิเนเวีย  ในฟินแลนด์ ในสวีเดนก็ปลูกป่าแล้วก็ตัดไม้ทำโรงงานถึงขั้นปัจจุบันทำน้ำตาลจากไม้ ในแคนาดาในอุทยานแล้วก็ปลูก แล้วก็ตัดต้นไม้ในญี่ปุ่นทุกเขาเต็มไปหมดด้วยต้นไม้ที่ประชาชนถูก แล้วมีโรงเลื่อย ก็ไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประเทศเราการปลูกต้นไม้จะต้องขออนุญาต การจะต้องขออนุญาต ไม้ของเราอยู่ดีๆก็กลายเป็นไม้ของห้าม คือมันประหลาดที่สุดว่า ไม้ที่เราปลูกไม่ใช่ของเรา

 

 

มันไม่กำหนดชนิดด้วยใช่ไหมคะ

ถึงไม่กำหนดชนิดแต่พอเป็นไม้แล้วจะถูกควบคุมด้วยปัจจัยอย่างนึง ถ้าผมปลูกมะละกอผมก็สามารถเอาลูกมะละกอไปทำส้มตำได้เลยเอาต้นไปทำปุ๋ยได้เลยแต่ถ้าผมปลูกไม้ตะเคียนทองอยู่ในโฉนดไม่ใช่ไม้หวงห้ามเลยนะ แต่ถ้าผมจะตัดผมมีความผิด ถ้าจะแปรรูปจะขายก็มีความผิด มันประหลาดมากแล้วคิดว่าปัญหานี้แหละมันปัญหาใหญ่มาของประเทศเรา ถามว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรคนอื่น เกี่ยวตรงที่ประเทศที่เคยอุดมสมบูรณ์ประชาชนมีความสุขเพราะเรามีต้นไม้มาก มีป่าไม้มาก เพราะว่าถ้าต้นไม้ล้มหมดไป ป่าเราเหลือน้อยลง ประเทศเราก็ขาดแคลนและประชาชนก็เป็นทุกข์ ผมไม่มีเงื่อนไขอะไรมาก ผมพบว่าประเทศเราสิ่งที่ทำให้ประชาชนสุขหรือทุกข์อยู่ที่ปริมาณต้นไม้ ทีนี้ถามว่าวิธีการเดิมมันไม่สามารถทำให้ประเทศนี้มีต้นไม้ขึ้นมาได้ 100 กว่าปีของกรมป่าไม้แล้วก็ณรงค์ปลูกต้นไม้เฉลิมฉลองอะไร น่าจะมีการรณรงค์ปลูกต้นไม้มากที่สุดในโลก ใช้เงินถูกที่สุดแต่ว่าไม่เกิด เพราะว่าผิดจากหลักการควรจะเป็นก็คือคนปลูกต้นไม้แล้วไม่รู้สึกเป็นเจ้าของ ต้นไม้ที่ปลูกในวัด ปลูกในป่า ไม่มีใครปลูกในที่ของตัวเองที่บ้านเพราะว่ามันเหมือนกับเป็นยาเสพติดมันก็สิ่งที่เลวร้ายมัน ก็ 1.ไม่รู้สึกเป็นของตัวเอง เป็นเจ้าของ 2.ไม่มีแรงจูงใจ 2 อันนี้เป็นจุดอ่อนจึงทำให้ประเทศนี้ไม่มีต้นไม้มีแต่พืชอาหารมาก ๆ แล้วก็ผลิตอาหารเกิน แล้วก็ถูกหลอกว่าเราจะไม่มีความมั่นคงทางอาหารทั้งทั้งที่เราผลิตอาหารเลี้ยงคนทั้งโลกก็เลี้ยงหมาเลี้ยงวัวไปทำเหล้าไปทำน้ำมัน เราคิดผิกมาก เราจะต้องทำยังไงให้ประเทศที่มีต้นไม้มาก ก็เลยเป็นจุดอ่อน ก็คือ 1.ต้องทำให้คนปลูกต้นไม้รู้สึกว่ามีความเป็นเจ้าของ 2.ต้องมีแรงจูงใจในการปลูกต้นไม้ นี่คือหลักการก็เลยตั้งองค์กรชื่อว่าธนาคารต้นไม้ ถามว่ามันเกี่ยวอะไรกับ 2 อย่างนั้นก็คือ 1.องค์กรมีหน้าที่ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในที่ตัวเองและออกกฎหมายให้ต้นไม้เป็นของเขา 2.ให้ออกกฎหมายสร้างแรงจูงใจว่าต้นไม้ต้องเป็นหลักทรัพย์คือต้นไม้ที่มีชีวิตมีมูลค่าเป็นทรัพย์เหมือนกับเรามีโฉนด นี่คือหลักการสำคัญ แต่ว่าหลักการนี้แม้แต่ในต้นไม้เป็นทรัพย์ของเราในเป็นหลักการสากล ซึ่งประเทศเราไม่เหมือนประเทศอื่น แต่ว่าให้ต้นไม้เป็นหลักทรัพย์ที่มีชีวิต มันยังไม่มีในโลก แค่เราเป็นคนคิดขึ้นมาเพราะว่าเขาบอกว่าสิ่งที่อยู่บนดินมันเป็นทรัพย์ส่วนควบไม่สามารถแยกซับจากดินได้เหมือนเราขายบ้าน เราขายบ้านอย่างเดียวไม่ได้ ต้องขายที่ดินด้วย ทำเป็นองค์กรรณรงค์

 

สุดท้ายก็ตั้งมูลนิธิก็ถือว่าสิ่งที่เห็นไหมเนี่ยประชาชนเห็นมาเนี่ย มันเป็นเห็นผลจากที่เราต่อสู้ ซึ่งมันก็ยกเลิกไม้หวงห้ามที่เป็นผลงานของพวกเราที่เราทำแล้วก็ให้เราเสนอกฎหมายให้ต้นไม้เป็นทรัพย์ รัฐบาลก็หยิบไปแล้วไม่เอาเป็นทรัพย์ แต่แเป็นหลักประกันทางธุรกิจ ก็ใกล้เคียงแต่ว่ามันยังไม่ใช่ยังไม่ถึงซึ่งมันมีความต่างกันอย่าง มีนัยยะสำคัญพอสมควร

 

 

สิ่งที่เรากำลังทำต่อไปนับจากนี้มีเป้าหมายอีกไหม

เราสู้มา 10 กว่าปี ทำตามทุกอย่าง ผมเคยรับราชการทำตามกระบวนการทางสังคมเพื่อสร้างความรู้ให้กับคน ไปทางสื่อเพื่อเป็นนโยบาย มันยากมาก ไม่ง่ายเพราะว่าสภาพสังคมเราเป็นแบบนี้ แล้วก็คิดว่าถ้าทำแบบเดิมผมทำมา 10 ปี 12 ปีเนี่ยทำแบบนี้มันไม่จบไม่สำเร็จถ้าผมยังฝืนทำแบบเดิมอีกแล้วไม่สำเร็จ เขาก็บอกมึงบ้าแล้วโง่มากเลยที่ชอบทำอะไรแบบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ด้วยวิธีซ้ำ ๆ เดิม ๆ แต่ต้องการผลลัพธ์ที่แตกต่าง เราบอกว่าไม่เอาแบบนั้น เปลี่ยน และผมก็เลยมาสร้างพรรคชื่อว่าพรรคกรีนจะทำเพื่อต้นไม้โดยตรง ก็เหมือนกับพรรคกรีนในต่างประเทศ แทนที่จะต้องไปหมอบคลานเข้าไปหาใคร เลยลุกขึ้นสู้ หลักการเป็นแบบนั้น ที่ถามว่าตัวมูลนิธิก็ตั้งไว้เป็นเหมือนก็เป็นฐานว่าเนี่ยเรามาจากการสนับสนันของคนจำนวนมากที่เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรและจะทำเรื่องนี้ เรื่องต้นไม้ในทุก ๆ เรื่องแม้กระทั่งเรื่องกัญชานั่นแหละ โดยไม่ได้สู้เรื่องว่ากัญชาเป็นแค่สมุนไพรเป็นยาหรือนันทนาการนะ เราสู้เพื่อว่า พืชพรรณทุกชนิดเกิดขึ้นมาบนโลกนี้อย่างถูกต้องไม่มีพืชชนิดนี้เกิดมาผิดเพราะฉะนั้นการไปใส่ข้อหาผิดมันไม่ถูกต้องแม้แต่กระท่อมกัญชา หลังจากนั้นแล้วมนุษย์จะไปทำอะไรก็อีกเรื่องหนึ่งแต่ไม่ใช่ไปสร้างข้อจำกัดว่าสิ่งนี้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้

 

 

นโยบายมันอาจต้องใช้เวลาที่จะทำให้มันเกิดขึ้น ตอนนี้เรามองถึงกิจกรรมอ่น ๆ ที่จะส่งเสริมสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

จริง ๆ แล้ววันนี้เนี่ยเราน่าจะเลิกรณรงณ์กันนั่นแหละ เพราะว่าทุกคนรักต้นไม้นั่นแหละแต่ความรักเราถูกแบ่งส่วนกับการกระทำ เราไปคิดนึกว่าทุกอย่างสำเร็จจากการคิดอย่างเดียว คิดอย่างเดียวมันไม่สำเร็จต้องลงมือทำเลย ไม่มีคนไหนไม่รักต้นไม้ ถามทุกคนรักสิ่งแวดล้อมทุกคนหมดเลยแต่ให้ปลูกไม่เอา เพราะว่าเขาไม่ได้เอา 2 ส่วนที่มาสัมพันธ์กันระหว่างความจำเป็นของต้นไม้กับความรัก  กับทำอาชีพจริง ๆ ของชีวิต คือไม่เอาเรื่องเรื่องเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อมรวมกัน ทำไมคนปลูกยางพาราตั้ง 2 พันล้านต้นยูคาลิปตัส 2 พันล้านต้นไม้ที่เลวที่สุด คนปลูกเยอะมาก ยอมตัดต้นยางนาที่ทุกคนบอกว่าไม้ยางนามีค่าดั่งทองมากกว่ายูคาลิปตัสมากมายแต่ทุกคนก็ตัดยางนาทิ้งเพื่อจะปลูกยูคาลิปตัส เพราะว่าต้นยูคาลิปตัสมันสัมพันธ์กันเรื่องเศรษฐกิจ แต่ต้นยางนาปลูกว่าเป็นไม้ของราชา แต่ปลูกแล้วถูกจับ แต่ไม้ยูคาเป็นไม้นรกจะปลูกแล้วขายได้ จนคนร้อยเอ็ดเรียกว่าไม้อัปรีย์ ปลูกแล้วก็ดูแลไว้ตั้งนานแล้วพอจะตัดก็ถูกจับ มันย้อนแย้งหรือไม่สัมพันธ์กัน สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่รณรงค์ ไม่มีประเทศไหนสร้างป่าสร้างต้นไม้ด้วยการรณรงค์ สร้างด้วยอำนาจมีบ้างแต่ก็ไม่จริง สร้างด้วยปลายกระบอกปืนไม่มีเลย แต่สร้างด้วยแรงจูงใจเชิงเศรษฐกิจในทุกชาติทั่วโลกเป็นแบบนี้ ในฟินแลนด์ก้าวหน้ากว่า 150 ปีเมื่อ 150 ปีที่แล้วประชาชนไปเช่าที่ของรัฐ รัฐขายให้เป็นสิทธิ์ของประชาชนเป็นป่า คนฟินแลนด์มีป่าคนละ 500 คนญี่ปุ่น ป่าญี่ปุ่น 70% เป็นป่าโปร่งของประชาชน แล้วก็ตัดได้ นี่คือข้อเท็จจริง จะได้ถามว่าจะทำยังไงผมไม่เชื่อการรณรงค์ แต่เชื่อว่าต้องทำให้มันสัมพันธ์กับเรื่องเศรษฐกิจ ก็เลยพยายามผลักว่าวันนี้ถ้าให้เด็ก ๆ นะวันนี้เด็ก ๆ มีปัญหาที่สุดก็คือมีปัญหาเรื่องการเล่าเรียนเรื่องทุนถ้าเรามีกฎหมายว่าเอาต้นไม้เนี่ย ตีเป็นมูลค่า เอาไปลงทะเบียนได้ คนก็จะปลูกต้นไม้

 

เมื่อวานก็ประชุมสมัชชาสุขภาพเรื่องเอาต้นไม้มาเป็นสวัสดิการผู้สูงอายุ มานานมากแล้วก็หลายคนก็เอาไปทำต่อ ก็จากนี้ไปแทนที่เราตั้งคำถามว่าคนสูงวัยเนี่ยจะต้องสะสมเงินไว้ตอนเกษียณอายุคนละเท่าไหร่กี่ล้านยังจะพอ ซึ่งถ้า 4 ล้านพอ จะถามว่าจะได้มา 4 ล้านอ่ะต้องเอามาจากใครล่ะมันเหมือนกับการเอาจากคนอื่นมาล้วงหน้า ซึ่งไม่เป็นธรรมหรอก วันนี้อยู่ไม่รอดแต่ถ้าให้เขาไปปลูกต้นไม้แล้วพอวันนึงอ่ะการเติบโตของต้นไม้เป็นทรัพย์ของเขาไปเรื่อย ๆ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับเมื่อสักครู่ที่ว่าถ้าเราสะสมทรัพย์ 4 ล้านเราได้มาต้องมีคนเสียแต่ถ้าเป็นต้นไม้ทรัพย์เราเพิ่มขึ้นโดยไม่ทำให้คนอื่นเสียและต้นไม้ของผมโตขึ้นไม่ทำให้ต้นไม้ของคนอื่นเล็กลง แค่ออกกฎหมายรับรองว่าเป็นทรัพย์แล้วไปใช้เป็นสวัสดิการทุกคนก็จะปลูกต้นไม้ง่ายๆยิ่งเหมือนเหมือนกรุงเทพฯเหมือนคนที่ท่องเที่ยวทั้งหลาย เราคิดว่าถ้าจูงใจโดยการให้คนใช้พื้นที่ของตัวเองสร้างพื้นที่สีเขียวปลูกต้นไม้แล้วก็วัดในแนวระนาบวัดจากดาวเทียมแล้วใครมีพื้นที่สีเขียวกี่ตารางเมตรตารางเมตรละ 40 บาทต่อปีต้นไม้ก็เยอะ แต่วันนี้ทั่วกรุงเทพฯที่มีสีเขียวน้อยที่สุดในโลกจริง เพราะว่ากรุงเทพฯ มีพื้นที่ 1 ล้านกว่าไร่ มีสวนสาธารณ อยู่หมื่นสองพันไร่ มันก็ 1% แค่นี้แหละทำยังไงก็แค่เรียกใช้งบเท่าไหร่ก็ทำได้แค่นี้ ผมก็ตั้งคำถามว่าที่ของประชาชนปลูกต้นไม้แล้วมันไม่มีใบสีเขียวหรอ ทำไมเราไม่ส่งเสริมให้คนปลูกต้นไม้ในที่ของตัวเองแล้วก็ปกคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ก็เป็นสีเขียวเหมือนกันแต่ต้องสร้างแรงจูงใจ แค่นโยบายว่าเราต้องการสิ่งนี้แต่ไม่ไม่ตอบโจทย์ความเป็นจริงของประชาชน กรุงเทพฯมีพื้นที่อยู่ 50 ตารางวาก็เขาเว้นวรรคให้มีดินอยู่สัก 5 ตารางวาแล้วก็ปลูกต้นไม้คลุมทั้ง 50 ตารางวามั นก็ได้สีเขียวตั้งตั้ง 400 ตารางเมตรนะถ้าได้ตารางเมตรละ 40 บาทก็ได้หมื่นกว่าบาทต่อปี และสีเขียวของผมก็สามารถดูดคาร์บอนของคนอื่นด้วยมันก็จะเป็นมหานครที่สีเขียวที่สุดในโลกก็ได้ แต่ว่านี่ไม่ใช่การรณรงค์ไม่ใช่การบังคับแต่เป็นเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับเศรษฐกิจให้มันรวมกันให้ได้

 

 

แนวคิดนี้มีคนขานรับมากน้อยแค่ไหน

เห็นด้วยหมดแหละเพียงแต่ว่ามันไม่ถูกกระจายออกไป เพราะว่าคนไทยสังคมเราเนี่ยก็จะตามคนอื่นประมาณ 10 ปี 20 ปีร้อยปีนี้ ถ้าเราไปที่ลอนดอนไม่เกิน 50 เมตรเลย มันก็มีปาร์คเล็ก ๆ มีสวนสาธารณะ ขณะที่ประเทศต้นไม้โตช้ามากนะ ของเราเนี่ยเขตร้อนแดดดีฝนดีร้อยกว่าปีต้นไม้ขนาดนี้อยู่เลยนะ สวนสาธารณะใกล้ๆเนี่ยเขาคิดการเมือง ปีนี้ของเราก็ไปคิดตามเขาว่าต้องหาเงินงบประมาณมาก ๆ เพื่อซื้อที่ทำสวนสาธารณะแล้วก็ไม่คุ้มจริง ถ้ายืดให้เจ้าบ้านคนนั่นและปลูกต้นไม้ในที่ของเขาและเมื่อกิ่งออกมาบนถนน ในคลองเขาก็ได้เงินด้วย มันก็วิน ๆ เกิดประโยชน์แบบนั้นแต่รัฐเราไม่คิดแบบนี้ เหมือนมองสิงคโปร์มันก็ทำแบบดูก้าวหน้าแต่ในล้าหลังก็คือต้องซื้อที่ แต่ของเราเนี่ยเราไม่มีปัญญาทำแบบนั้นหรอกเราไม่มีปัญญาเอาเงินของรัฐไปซื้อที่กับเอกชนมาทำปาร์ค ทำไมเราไม่ให้เอกชนทำปาร์คด้วยตัวเองแค่นี้ไม่ต้องซื้อที่แค่จ่ายเงินไปแล้วหมื่นสองหมื่นก็ได้พื้นที่สีเขียวมา 400 ตารางวามันน่าจะทำแบบนี้ก็ทำให้เมืองนี้มันน่าอยู่

 

 

กำลังทำเรื่องมหานคร Green เคยคุย คือเขาก็ตอบคำตอบเดียว กทม.เห็นด้วยกับความคิดผมนะแต่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เรามีพื้นที่หมื่นสองพันไร่ เราไม่สามารถเอางบประมานไปทำในที่ของประชาชนใด ลองไปดูข้อเท็จจริงสิ มันน่าปวดร้าวมากเลยเราออกกฎเกณฑ์ให้เป็นพื้นที่สีเขียวทำท่องเที่ยวน่าไปมาก แต่คนที่นั่นเขาปวดร้าวมากเลยนะเขาทำอะไรไม่ได้เขาไม่ได้อะไรจากพื้นที่นั้นด้วย โทนสีเขียวของเขาก็ไม่ได้ตังค์สักเสียเงินสักบาทเดียว แต่เขาถูกบังคับให้สีเขียว ผมก็เสนอว่าทำไมคุณงบไปทุ่มเรื่องสีเขียวเล็ก ๆ แค่ประมาณพันไร่เองของหลวงอ่ะทำไมไม่เอาเงินไปให้ชาวบ้านปลูกต้นไม้ทรงสูง ๆ แล้วก็ได้เงินจากมวลคาร์บอนสีเขียวด้วยตนเอง แต่ก็บอกว่าประเทศเราไม่สามารถเอาเงินไปให้ชาวบ้านคิดแค่นี้แหละ

 

 

สรุปคือก็ทำกันต่อไปใช่ไหมคะ

ก็คือต้องเสนอทุกคำพูดมันก้าวไปข้างหน้าให้คนเห็นภาพแต่ละวันนี้เนี่ยมันถึงทำให้คนเห็นแต่นโยบายรัฐไม่เอามาไม่ได้เพราะคนไทยค่าอะไรก็เสนอไปแล้วมันฝืนค้านต่อนโยบาย เชื่อก่อนว่าเป็นไปไม่ได้เขาก็เห็นด้วยกับแนวคิดผมนะดีมากเลย แต่เป็นไปไม่ได้หรอก ผมบอกว่าถ้าสิ่งที่ดีเป็นไปไม่ได้นะมันแปลว่าอะไรรู้ไหมมันแปลว่าเราต้องดำรงอยู่กับความเลวใช่ไหม ถ้าสิ่งที่ดีมันเป็นไปไม่ได้ในขณะนี้เราต้องดำรงอยู่กับความเลวมันต้องทำสิ่งที่ดีเป็นไปได้แค่นั้นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องกล้าคิดสิ่งนั้นผมก็แค่เดินออกไปจากประเทศเราไปดูแผ่นดินอื่นเขาทำยังไงก็ทำได้แหละเป็นลอกเพื่อนมาก็ได้

ขนาดที่เรากำลังรอนโยบาย เราอยากจะส่งคำพูดไปถึงผู้ฟังหรือคนติดตามว่าอยากให้ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

 

 

ถ้าจะส่งสัญญาณเรื่องนี้ก็ต้องจินตนาการกันว่าเราจะอยู่ยังไงอ่ะก็อยู่ในภาวะที่ทั้งโลกเขาใจสั่นเขาตกใจนะว่าภาวะโลกร้อนมันเป็นจริงแต่สังคมเราทะเลาะกันเรื่องอื่นก่อนดีกว่าไม่ต้องสนใจเรื่องนี้ ไม่ทำอย่างนี้จริงๆผมอยากจะบอกว่าขณะที่บ้านอื่นเขาตกใจกันมากเลยเขารู้สึกหวั่นไหวกันมากแล้วกับภาวะโลกร้อนแล้วมันเป็นจริงแต่เรายังนึกว่านี่เป็นเรื่องไสยศาสตร์เรื่องจินตนาการ ก็ต้องคิดอย่างนั้นถามว่าเรื่องโลกร้อนเป็นเรื่องจริงแค่นั้นแหละแล้วก็ไม่ต้องคิดเท๕โนโลยีแก้ปัญหาอะไร เพราะพระเจ้าสร้างเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาโลกร้อนก็คือต้นไม้ผมเชื่ออย่างนั้นนะ แต่ทำยังไงก็ตามมันมากกว่าการพูดมากกว่าการคิด ต้องสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจของคนที่สร้างต้นไม้แล้วก็มามันจะเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นเราก็รออยู่แบบนี้