Amazing Green Route
เส้นทางเมืองเก่าตะกั่วป่า หลากหลายมรดกวัฒนธรรม งามล้ำทรัพยากรป่าชายเลน สู่ความยั่งยืนวิถีคนเกาะยาว
จังหวัดพังงา

เส้นทางเมืองเก่าตะกั่วป่า หลากหลายมรดกวัฒนธรรม งามล้ำทรัพยากรป่าชายเลน สู่ความยั่งยืนวิถีคนเกาะยาว

จังหวัดพังงา

เริ่มต้น

เส้นทางนี้จะพาไปย้อนรอยตำนาน เมืองเก่าตะกั่วป่า เดินเล่นหรือปั่นจักรยานชมความงดงามของสถาปัตยกรรมโบราณ วิถีชีวิตดั้งเดิม เรียนรู้การทำขนมและอาหารที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ ต่อด้วยการไปเยือน ศูนย์ทอผ้าซาโอริ ชมศิลปะการทอผ้าเก่าแก่แบบญี่ปุ่น ไปเรียนรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ พายเรือคายัคชมธรรมชาติป่าชายเลน เดินเล่นชายหาดที่ บ้านท่าดินแดง ปิดท้ายเส้นทางที่ เกาะยาวน้อย และเกาะยาวใหญ่ สัมผัสความงามและความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติทั้งทางน้ำและทางบก ตามรอยวีถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านและเกษตรกรบนฝั่ง ดื่มด่ำกับทิวทัศน์อันสวยงามของเกาะต่าง ๆ ในอ่าวพังงา พร้อมเรียนรู้การใช้ชีวิตอัน เรียบง่ายของคนเกาะยาว

วันที่ 1

วันแรก เริ่มต้นเส้นทางท่องเที่ยวรอบเมืองเก่าและฟังเรื่องเล่าความหลัง ณ เมืองเก่าตะกั่วป่า ตำบลตลาดใหญ่ อยู่ห่างจากอำเภอตะกั่วป่า ๗ กิโลเมตร ในอดีตบริเวณนี้เคยเป็น เมืองท่าริมฝั่งอันดามันที่เจริญรุ่งเรืองนามว่า “ตะโกลา” หรือ “ตกโกล” ในภาษาบาลี หมายถึง กระวาน เป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งที่มีจำนวนมากและมีค่าดั่งทองคำ ต่างชาติจึงเข้ามาติดต่อค้าขายทางเรือ มีทั้ง อินเดีย เปอร์เซีย อาหรับ และจีน รวมถึงชาติตะวันตก เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย ดัตช์ ที่ใช้เมืองตะโกลานี้เป็นประตูสู่ทางลัดขนส่งสินค้าข้ามคาบสมุทรมลายู จากฝั่งทะเลอันดามันไปยังอ่าวไทย จนได้รับขนานนามว่ามหาอาณาจักรการค้า (The Takola Emporium) ด้วยภูมิประเทศที่เป็นอ่าว เกาะแก่ง และคุ้งน้ำลึก จึงเอื้อประโยชน์ต่อการเทียบท่าค้าขาย และใช้เป็นที่หลบลมพายุ ประกอบกับพื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดโลก คือ ดีบุกและตะกั่ว เมืองตะกั่วป่าจึงกลายเป็น “นครหลวงแห่งเหมืองแร่” ที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) การเข้ามาของต่างชาติในยุคเหมืองแร่รุ่งเรือง ได้ฝากร่องรอยทางวัฒนธรรมไว้มากมาย โดยเฉพาะชาวจีนที่อพยพมาจากมณฑลฮกเกี้ยน ผ่านทางบริษัทหางานที่ปีนัง (มาเลเซีย) และสิงคโปร์ เพื่อมาเป็นแรงงานในเหมืองแร่ ด้วยความขยันมานะทำกิน ผนวกกับทรัพยากรที่มีความอุดมสมบูรณ์ในยุคนั้น ส่งผลให้เกิดความมั่งคั่งร่ำรวย บางคน แต่งงานสร้างครอบครัวกับสตรีพื้นถิ่น จนมีลูกหลานสืบแซ่สกุล ลูกผู้ชายจะถูกเรียกว่า “บาบ๋า” ส่วนลูกสาวจะเรียกว่า “หยนหยา” ภายหลังลูกที่เกิดในแผ่นดินแม่ (Local in born) ทั้งชายและหญิงจะเรียกรวมว่า “ลูกบาบ๋า” ในปัจจุบันคนตะกั่วป่ากว่า ๙๐% ล้วนเป็นลูกบาบ๋าทั้งสิ้น

เที่ยวรอบเมืองเก่าตะกั่วป่า เช้าวันนี้ไปเรียนรู้เกี่ยวกับเมืองเก่าตะกั่วป่าที่ยังมีร่องรอยประวัติศาสตร์ให้เห็น ด้วยการปั่นจักรยานหรือเดินลัดเลาะไปตามถนนสายวัฒนธรรม เริ่มต้นด้วยการไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ ศาลเจ้าพ่อกวนอู ศูนย์รวมจิตใจของชาวตะกั่วป่า และยังมีศาลเจ้าอีกหลายแห่ง เช่น ศาลเจ้าฮกเกี้ยนโฮ้ยก้วน ศาลเจ้ากู่ใช่ตึ๋ง และศาลเจ้ากวางตุ้งหวยกุ๋น เหตุผลที่มีศาลเจ้าจำนวนมากเพราะคนจีนที่อพยพเข้ามาได้นำองค์เทพที่ตน เคารพนับถือติดตัวมาด้วย จึงสร้างศาลเจ้าเหล่านี้ขึ้นไว้เพื่อสักการบูชาและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ไปจนรุ่นลูกรุ่นหลาน โดยจะมีพิธีไหว้เจ้าครั้งใหญ่ของเมืองในช่วงเทศกาลกินผัก

จากนั้นมาชมวิธีการทำขนมโบราณของบรรพบุรุษชาวจีนฮกเกี้ยนที่ ร้านเต้าส้อแม่อารี ซึ่งได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมากว่า ๑๐๐ ปี ทางร้านเปิดให้เข้ามาชมขั้นตอนการทำได้อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่นวดแป้ง ใส่ไส้ อบ จนถึงบรรจุภัณฑ์ กลายเป็นของฝากประจำตะกั่วป่า และไม่ไกลจากร้านเต้าส้อ เป็นที่ตั้งของ โรงเรียนเต้าหมิง อาคารสองชั้นสีเหลืองโดดเด่น มุงหลังคาสังกะสี มีโครงสร้างแข็งแรงเพราะใช้หินแทน เสาปูน สร้างจากการเรี่ยไรเงินทุนจากเศรษฐีชาวจีนที่ต้องการให้ลูกได้เรียนหนังสือและเรียนภาษาจีน เพื่อไม่ให้หลงลืมรากเหง้าของตนเอง แม้ปัจจุบันจะไม่มีการเรียนการสอนแล้ว แต่อาคารแห่งนี้ยังคงงดงาม สมบูรณ์ และถูกปรับให้เป็น สถานธรรม เอิน หงส์ ฉีฝอ ถัน สำหรับจัดค่ายปฏิบัติธรรมหรือกิจกรรมทางพุทธศาสนา

แต่เดิมเมืองเก่าตะกั่วป่ามีวัดเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ก่อนที่ชาวจีนจะเข้ามา ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงถึงความรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนาที่มีมาแต่โบราณและยังคงอนุรักษ์ไว้จวบจนทุกวันนี้ วัดพระธาตุคีรีเขต เป็นวัดแห่งแรกของเมืองตะกั่วป่า มีวิหารงดงาม ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุประจำเมือง นอกจากนั้นยังมีพระอุโบสถเก่าแก่ และบ่อน้ำผุดโบราณที่นำน้ำไปใช้ในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาสำหรับข้า ราชการในสมัยก่อน ถัดไปไม่ไกล เป็นที่ตั้งของ วัดเสนานุชรังสรรค์ อนุสรณ์ทางพระพุทธศาสนาที่พระยาเสนานุชิต (นุช ณ นคร) เจ้าเมืองตะกั่วป่าเป็นผู้สร้างขึ้น อุโบสถสีขาวสร้างด้วยอิฐทั้งสี่ด้าน ใช้ลิ่มไม้แทนตะปู ล้อมรอบด้วยเสาสี่เหลี่ยมและใบเสมาหินสลัก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดเก่าแก่ช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ทั้งพระพุทธรูปปางมารวิชัย พระพุทธรูปปากแดง และพระพุทธรูปหยกขาว เป็นโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง

ถนนศรีตะกั่วป่า เป็นถนนในยุคต่อมาที่บ้านเรือนมีสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างไทย จีน และยุโรป ตั้งเรียงรายตลอดสองฝั่งถนน ตกแต่งด้วยสีโทนเย็นสบายตา บ้านเกือบทุกหลังมี “หง่อคาขี่” หรือ ช่องทางเดินห้าฟุต ทรงโค้ง เพื่อบังแดดและฝน สามารถเดินเที่ยวชมได้อย่างเพลิดเพลิน พร้อมกับแวะถ่ายรูปศิลปะภาพวาดบนกำแพง สตรีทอาร์ต ที่บอกเล่าการทำเหมืองแร่โบราณและวิถีชีวิต ของคนตะกั่วป่าในอดีต ถนนศรีตะกั่วป่ายังเป็นที่ตั้งของ ชมรมชาวบาบ๋าฝั่งทะเลอันดามัน เป็นชมรมที่อนุรักษ์วิถีและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวบาบ๋า โดยเฉพาะเรื่องการแต่งกาย ภายในอาคารของชมรมฯ จัดแสดงภาพถ่ายวิถีชีวิตและตัวอย่างชุดบาบ๋าตามเพศ อายุ และฐานะ ที่ได้รับการออกแบบทั้งด้านประโยชน์ใช้สอยและความสวยงาม เช่น นายหัวหญิง ภรรยาของนายเหมือง จะสวมครุยยาวทับเสื้อคอตั้ง แขนจีบสีขาว มีผ้าเช็ดหน้าพาดบ่า กลัดด้วยโกรส้าง (เข็มกลัด) แทนกระดุม นุ่งผ้าปาเต๊ะ เช่นเดียวกับเสื้อครุยสั้นที่นิยมใส่ไปในงานเลี้ยงสโมสร แตกต่างกันที่ต้องใส่เสื้อลูกไม้สวมทับ และเหน็บผ้าเช็ดหน้ากับกระเป๋าเงินไว้ที่เอว ลูกบาบ๋าผู้หญิงจะสวมรองเท้าลูกปัดปักลายสีสันสวยงามและสวมกำไลข้อเท้า เป็นงานฝีมือที่แสดงถึงความเป็นกุลสตรีของผู้หญิงในยุคนั้น

ต่อมา ปั่นจักรยานไปชม กำแพงจวนเจ้าเมืองตะกั่วป่า เป็นกำแพงขนาดใหญ่สูงราว ๔ เมตร ทอดยาวอยู่ริมถนน เจ้าเมืองสร้างไว้ล้อมรอบจวนที่พัก และยังเป็นสถานที่หลบภัยของชาวบ้านเ มื่อครั้งเกิดจลาจลจากชาวจีนกลุ่มต่าง ๆ ที่ขัดแย้งกันเรื่องผลประโยชน์ บริเวณเดียวกันจะพบ ต้นไทรยักษ์ ที่ขยายรากยึดติดกับกำแพงแผ่กว้างเท่ากับขนาดของกิ่งก้าน เป็นผลงานชิ้นเอกจากธรรมชาติที่สวยงาม จากนั้นแวะไปบ้านขนมผิงสูตรโบราณที่ ขนมผิงลูกแม่แบบเจ้าเก่า เป็นมรดกทางวัฒนธรรมด้านอาหารที่ตกทอดมาจากรุ่นคุณยาย ซึ่งอดีตเคยเป็นข้าหลวงในวังหน้า (จวนเจ้าเมืองตะกั่วป่า) ความพิเศษของขนมผิงที่นี่คือรสชาติหวานหอม นุ่มลิ้น และละลายในปากตั้งแต่คำแรก ปิดท้ายเส้นทางที่ ศาลเจ้าปุ่นเท่ากงอำ ศาลเจ้าแห่งแรกของเมืองที่ถือกำเนิดขึ้น ตั้งอยู่ใกล้กับคลองตะกั่วป่า อดีตเคยเป็นท่าเทียบเรือ มีความเชื่อว่าเมื่อมีใครที่โดยสารทางเรือผ่านมาเพื่อทำการค้า จะต้องขึ้นมากราบไหว้ขอพรก่อน เพื่อป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ ระหว่างการเดินทาง ภายในศาลมีกระถางธูปที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) พระราชทานไว้ให้ครั้งเสด็จประพาสเมืองตะกั่วป่าเมื่อรัตนโกสินทร์ศก ๑๒๘ หรือ พ.ศ. ๒๔๕๓

ภายในเมืองเก่าตะกั่วป่ายังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น หม้อสตีมไอน้ำเรือกลไฟ ทุ่งพระโพธิ์ วัดคูหาภิมุข (วัดควนถ้ำ) ฯลฯ ถ้าหากมีเวลา แนะนำว่าควรมาเที่ยว ๓ วัน ๒ คืน เพื่อจะได้ซึบซับกับเมืองเก่าแห่งนี้ได้อย่างเต็มที่ เห็นวิวเมืองยามเช้า กินขนมจีนน้ำยาใส่ปาท่องโก๋รสชาติเข้มข้น ซดน้ำร้อน ๆ ของหมี่ซั่วและชิมติ่มซำ และเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่มีไฟสาดส่องบ้านเรือนสวยงาม เดินเล่นชมวิถีชีวิตของคนตะกั่วป่ายามค่ำคืน ซาโอริ...สร้างงาน สร้างคุณค่า สร้างสรรค์จิตใจ ช่วงบ่ายเดินทางมาที่ ศูนย์ทอผ้าซาโอริ ตั้งอยู่ในพื้นที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วง อำเภอตะกั่วป่า ชมเส้นทางของผืนผ้าที่ช่วยเยียวยาความทุกข์ของผู้ประสบภัยพิบัติสึนามิเมื่อปี ๒๕๔๗ ที่คลื่นยักษ์สึนามิได้ถล่มพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย เกิดความเสียหายและพรากชีวิตผู้คนไปมากมาย หลงเหลือไว้เพียงน้ำตาและการสูญเสีย หลังจากนั้นไม่นานมูลนิธิมายาโคตมี องค์กรการกุศลที่ไม่หวังผลกำไร เข้ามาช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ประสบภัย โดยการนำกี่ทอผ้าพื้นเมืองขนาดเล็กของประเทศญี่ปุ่นมาฝึกให้ชาวบ้านทอ เพื่อให้เกิดความรู้สึกสบายใจ ได้ปลดปล่อยอารมณ์และความคิดลงไปบนลวดลายของผืนผ้า ตรงตามปรัชญาการทอผ้าซาโอริ คือ ทุกคนสามารถแสดงความคิดได้อย่างอิสระ ไม่มีผิดหรือถูก อีกทั้งยังเป็นการสร้าง อาชีพให้กับกลุ่มแม่บ้านผู้ประสบภัย ดำเนินงานสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากผ้าทอจนก้าวไกลสู่ผลิตภัณฑ์ระดับสี่ดาว ประเภทของตกแต่ง ของใช้ ของที่ระลึก ตามโครงการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย พ.ศ. ๒๕๕๙ (OTOP Product Champion) นำความภาคภูมิใจมาสู่ชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

อำเภอตะกั่วป่า ท่องเที่ยวเมืองเก่าตะกั่วป่า
คุณเพ็ญศรี จิตร์ประสานต์
โทรศัพท์ : ๐๙ ๖๖๓๖ ๑๒๗๔
คุณศิริพร จึ่งสกุล
โทรศัพท์ : ๐๙ ๓๕๘๓ ๙๔๒๑
คุณเอกสิทธิ์ เอียบสกุล
โทรศัพท์ : ๐๙ ๕๙๓๒ ๙๔๖๒

ร้านเต้าส้อแม่อารี
คุณอธิพร พฤกษนันต์
โทรศัพท์ : ๐ ๗๖๔๒ ๕๓๑๓
ขนมผิงลูกแม่แบบเจ้าเก่า
คุณกัณธิมา ว่องสกุล
โทรศัพท์ : ๐๘ ๗๒๖๕ ๒๑๙๐
ชมรมชาวบาบ๋าฝั่งทะเลอันดามัน
อาจารย์จรินทร์ นีรนาทวโรดม
โทรศัพท์ : ๐๘ ๑๗๑๙ ๐๒๒๔
email : babajarin@gmail.com ศูนย์ทอผ้าซาโอริ
คุณภวนพ สาครพานิช
โทรศัพท์ : ๐๘ ๗๔๐๕ ๘๔๓๕
FB : saorifortsunamithailand
email : mayagotami@gmail.com

วันที่ 2

เช้าวันนี้ไปเรียนรู้แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มีทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ ทั้งป่าชายเลน ป่าพรุ ป่าชายหาดและน้ำทะเลใส ณ บ้านท่าดินแดง ตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง แต่กว่าจะอุดมสมบูรณ์อย่างทุกวันนี้ได้ ต้องอาศัยเวลาในการฟื้นฟูกว่า ๓๐ ปี เพราะทรัพยากรธรรมชาติเคยถูกทำลายอย่างหนักจากการเปิดสัมปทาน ป่าไม้โกงกาง เพื่อนำมาเผาถ่าน อีกทั้งยังเป็นขุมเหมืองแร่เก่า จนกระทั่งยุคเหมืองแร่สิ้นสุด ระบบนิเวศจึงฟื้นคืนตามธรรมชาติ บวกกับพลังชาวบ้านที่ร่วมใจกันปลูกป่าทดแทนขึ้นทุกปี ทำให้บ้านท่าดินแดงกลับมามีพื้นที่สีเขียวรายล้อมอยู่เต็มบริเวณ จุดเปลี่ยนสำคัญของหมู่บ้านเกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากเหตุการณ์คลื่นสึนามิ ชาวบ้านหลายคนกังวลกับการออกทะเล ซึ่งเคยเป็นแหล่งหาเลี้ยงชีพสำคัญ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา จึงมาสำรวจพื้นที่และเล็งเห็นว่าน่าจะเหมาะกับการปลูกผักแบบไร้ดิน วิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกผักบ้านท่าดินแดง จึงเกิดขึ้นพร้อมกับ กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านท่าดินแดง รอบหมู่บ้านจึงมีกิจกรรมเกิดขึ้นมากมายทั้งทางบกและทางน้ำให้นักท่องเที่ยวได้รับความรู้ ประสบการณ์ ความสนุกสนาน และได้ชมความงามของระบบนิเวศที่สมบูรณ์ไปพร้อม ๆ กัน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

อำเภอท้ายเหมือง กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านท่าดินแดง
คุณห้าบีดีน วาหะรักษ์ (ประธานกลุ่ม)
โทรศัพท์ : ๐๘ ๖๒๗๓ ๐๘๒๓
คุณปฏิพัทธ์ วาหะรักษ์ (ผู้ประสานงาน)
โทรศัพท์ : ๐๘ ๔๔๔๓ ๓๕๓๙
FB : Thadindaeng community khaonayak tour / กลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านท่าดินแดง
หมายเหตุ : หากมาเป็นหมู่คณะควรติดต่อล่วงหน้า

สวัสดี...เกาะยาวน้อย ช่วงบ่ายเดินทางไปที่ท่าเทียบเรือบางโรง อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพื่อลงเรือมุ่งหน้าไป เกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เกาะหนึ่งเดียวในประเทศที่มีนาข้าวกว่า ๘ ร้อยไร่ มีนกเงือกกว่า ๑ ร้อยคู่ มีชาวบ้านผู้รักษ์ธรรมชาติสุดหัวใจอาศัยอยู่ และได้รับรางวัล ๑ ใน ๓ ของโลก ด้านการท่องเที่ยวที่รักษาสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม จากนิตยสารเนชันแนล จีโอกราฟฟิก สหรัฐอเมริกา ก่อนจะก้าวสู่การเป็นเกาะแห่งความงามทางธรรมชาติและวิถีชีวิตอย่างทุกวันนี้ ชาวบ้านทุกคนต้องฝ่าฟันอุปสรรคและเจรจากับเรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ที่นำเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาวางอวนกอบโกยสัตว์น้ำ และทำลายระบบนิเวศทางทะเลจนพังทลาย ส่งผลกระทบต่อการทำมาหากินของชาวประมงพื้นบ้าน ชาวเกาะยาวน้อยจึงลุกขึ้นมาปกป้องท้องทะเล ผนึกกำลังกันต่อต้านเรือประมงพาณิชย์ให้ออกไปจากพื้นที่จนประสบ ความสำเร็จในที่สุด กลายเป็นเกาะอนุรักษ์การทำประมงแบบยั่งยืนจวบจนทุกวันนี้ เป็นตัวอย่างให้กับการทำประมงชายฝั่งและหน่วยงานทั่วประเทศ ชาวบ้านจึงร่วมกันก่อตั้ง ชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดย ชุมชนเกาะยาว ขึ้นเพื่อให้ทุกคนที่มาเยือนได้เข้าใจแก่นแท้ของการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวรอบเกาะ นักท่องเที่ยวจะได้ตามรอยวิถีชีวิตของชาวบ้าน ไปเฝ้าดู เรียนรู้ และสัมผัสกับประสบการณ์จริงทั้งทางทะเลกับชาวประมง และทางบกกับเกษตรกร ที่พร้อมถ่ายทอดภูมิปัญญาในทุกด้านให้อย่างเต็มใจ

วันที่ 3

ตื่นเช้ามารับไออุ่นจากแสงแรกของตะวันท่ามกลางหมู่เกาะน้อยใหญ่แห่งท้องทะเล บริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่าหาดแหลมแบก จุดนี้จะมองเห็นดวงอาทิตย์ค่อย ๆ โผล่พ้นหมู่เกาะของฝั่งจังหวัดกระบี่ อาบแสงสีทองไปทั่วฟ้า และอีกจุดที่ชมพระอาทิตย์ได้งดงามคือ จุดชมวิวบ้านท่าเขา บริเวณนี้จะได้ชมทัศนียภาพของเกาะต่าง ๆ เรียงรายสลับซับซ้อนอยู่เบื้องหน้า ไม่ว่าจะเป็น เกาะกระมิด เกาะไร่ เกาะผักเบี้ย เกาะเหลาอันตู เกาะเหลาฉบัง เกาะลาดิง เกาะเหลาเรียม และเกาะเหลากา เป็นภาพความงามธรรมชาติที่สุดแสนประทับใจ สมุทรบันทึก ตอน ตามรอยคนหาปลา วันนี้จะพาไปสัมผัสประสบการณ์แสนพิเศษกับการ ตามรอยชาวประมงพื้นบ้าน โดยมีเจ้าบ้านท้องถิ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการประมงและเกษตรกรรมเป็นไกด์นำเที่ยวและคอยให้ความ รู้ตลอดเวลาที่อยู่บนเกาะนี้ เริ่มต้นด้วยการลงเรือหัวโทงที่ท่าเรือสุขาภิบาล ล่องผ่านชุมชนประมงบริเวณป่าชายเลน จะสังเกตเห็นว่าบ้านทุกหลังล้วนมีเรือประมงพื้นบ้านจอดเ ทียบท่าอยู่ พอล่องเรือพ้นป่าชายเลนออกสู่ทะเลกว้าง จะพบกับเรือประมงลำเล็ก มองเห็นชาวประมงกำลังสาวอวนขึ้นมาจากทะเลด้วยท่วงท่าชำนาญ อวนเหล่านี้ถูกวางไว้หนึ่งคืนล่วงหน้า โดยต้องวางห่างจากอวนอื่นประมาณ ๓ กิโลเมตร สัตว์ทะเลที่จับได้จะถูกนำไปประกอบอาหารและจำหน่ายบนฝั่ง หรือถ้าหากนักท่องเที่ยวสนใจเปิดตลาดซื้อขายกันกลางทะเล ก็สามารถทำได้เช่นกัน รับรองความสดสะอาดจากชาวประมงตัวจริงในราคาย่อมเยา

กินขนม ชมวิว บนเกาะยาวใหญ่ ช่วงบ่ายนั่งเรือข้ามฟากจากเกาะยาวน้อยไป เกาะยาวใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะยาวน้อย ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑๐ นาที เกาะแห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่าเกาะยาวน้อยถึงสองเท่า เต็มไปด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิมให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชม ทั้งการทำขนมไทย การประมงพื้นบ้าน ตลอดจนความงามของทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ “ขนมบ้าบิ่น” ตำนานขนมแห่งเกาะยาวใหญ่ จากมะพร้าวที่มีอยู่รอบเกาะ แปรรูปสู่ขนมไทยพื้นบ้านจนมีชื่อเสียงโด่งดัง จ๊ะรี่ ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน สูตรเฉพาะที่สืบทอดมายาวนานกว่า ๕๐ ปี เปิดบ้านให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมวิธีการทำ ความน่าสนใจอยู่ที่จังหวะการช้อนบ้าบิ่นออกจากกระทะไปไว้บนถาด แสดงให้เห็นความแม่นยำและรวดเร็ว เอกลักษณ์ของขนมบ้าบิ่นเกาะยาวใหญ่อยู่ที่ความกรอบนอก นุ่มใน อร่อยหวานมัน และโดดเด่นด้วยกลิ่นหอมของมะพร้าวอ่อน

เที่ยวชุมชนประมงชายฝั่ง ณ แหลมล้าน เดินทางมาสู่ ชุมชนประมงพื้นบ้าน บ้านแหลมล้าน จะได้เห็นวิถีชีวิตชาวประมงที่มาจอดเรือเทียบท่าขึ้นฝั่ง ที่สำคัญในช่วงขึ้น ๑๓ - ๑๕ ค่ำ หรือช่วงน้ำลง สามารถนั่งเรือหรือเดินลงจากแหลม ล้านเพื่อไปชมความสวยงามของปลาดาวหลากหลายสีที่มารวมตัวอยู่เต็มบริเวณสันดอนปากอ่าวได้อีกด้วย

>เดินทอดน่อง บนหาดทรายขาว อ่าวโล๊ะจาก แวะไปฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งที่อ่าวโล๊ะจาก เป็นอ่าวที่มีทัศนียภาพสวยงาม ด้วยหาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลใส เหมาะสำหรับการพักผ่อน ลงเล่นน้ำ และนอนอาบแดดบนชายหาด อีกทั้งยังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวประมง ซึ่งจะเห็นวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชาวบ้านที่อยู่คู่กับทะเล จากนั้นเดินทางกลับไปยังเกาะยาวน้อย รับประทานอาหารค่ำที่ร้านอาหาร หรือร่วมกับชาวบ้านในโฮมสเตย์ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

วันที่ 4

ยามว่างกับงานศิลปะของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร เมื่อเดินทางมาถึง บ้านท่าเขา ที่นี่เป็นที่ตั้งของอาคาร หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว ผ้าบาติกสีสันสดใสพลิ้วไหวตามแรงลมอยู่ในอาคารดึงดูดใจให้ทุกคนที่ผ่านไปมาต้องแวะชม อาคารแห่งนี้เกิดขึ้นจากกลุ่มแม่บ้านที่ประกอบอาชีพเกษตรกรต้องการหากิจกรรมทำในยามที่ว่างจากการกรีดยางพาราหรือทำสวน จึงก่อตั้ง กลุ่มแม่บ้านเกษตรบ้านท่าเขา (ผ้าบาติกท่าเขา) ขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ๒๕๕๕ เพื่อผลิตผ้าบาติกสีสันสดใส แฝงลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ประจำเกาะยาวน้อย เช่น ลายนกเงือก เรือหัวโทง และพัฒนาจนกลายเป็นสินค้า OTOP ที่มีชื่อเสียง สร้างรายได้เสริมให้กับกลุ่มแม่บ้านอีกทางหนึ่ง
บ้านเกษตรอินทรีย์ เข็มทิศสู่ชีวิตเรียบง่าย บ้านไม้ยกสูงแวดล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ พืชผักนานาพันธุ์ และนาผืนกว้างกว่า ๑๑ ไร่ ที่เพิ่งผ่านฤดูกาลเก็บเกี่ยวมา สิ่งเหล่านี้คือมรดกสีเขียวที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้แก่ลุงเดชา เริงสมุทร ผู้เป็นเจ้าของบ้านเกษตรอินทรีย์ ปัจจุบันลุงเดชายังคงสืบสานจิตวิญญาณเกษตรกรทั้งการปลูกข้าว ทำสวนยางพารา สวนผลไม้และเลี้ยงสัตว์จำพวก ปลาดุก วัว ควาย และเป็ดเทศ เป็นเกษตรผสมผสานอย่างแท้จริงที่ให้ผลผลิตเพียงพอสำหรับรับประทานทั้งปี ไม่มีคำว่าอด ทั้งยังเหลือแบ่งปันญาติพี่น้อง และบริจาคให้แก่คนยากไร้ตามกฎหมาย “ซะกาต” ของศาสนาอิสลามอีกด้วย การทำเกษตรของลุงเดชา จะยึดหลัก “ใช้ต้นทุนให้น้อย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มาก” กล่าวคือ เลี้ยงสัตว์แบบอิสระปล่อยหากินตามธรรมชาติ และนำมูลสัตว์เหล่านี้มาทำปุ๋ยคอกบำรุงพืชผลทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ส่วนข้าวที่เกี่ยวได้จะนำไปสีในโรงสีของหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่กลางทุ่งนาเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกให้มากที่สุด บ้านเกษตรอินทรีย์ เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรผสมผสานให้นักท่องเที่ยวเข้ามารับประสบการณ์สีเขียวที่มีอยู่รอบบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ให้อาหารเป็ด เก็บสะเดา ดูละมุดฝรั่ง สัมผัสขนุนลูกใหญ่ และตามหามะม่วงพิมเสน หนึ่งในมะม่วงท้องถิ่นของเกาะยาวน้อย โดยมีลุงเดชาพาเดินชมพร้อมกับบรรยายความรู้ให้ฟังอย่างเป็นกันเอง สำหรับฤดูกาลทำนา จะมีกิจกรรมสุดพิเศษให้นักท่องเที่ยว ได้สวมบทบาทเป็นชาวนาลงดำกล้าและเกี่ยวข้าวในพื้นที่จริงอีกด้วย

มหัศจรรย์บ่อน้ำจืดในทะเล แวะชม บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ บ่อน้ำจืดขนาดเล็กที่ผุดขึ้นตามธรรมชาติจำนวน ๓ บ่อ อยู่ท่ามกลางต้นโกงกาง สามารถมาชมได้เฉพาะช่วงเวลาน้ำลงเท่านั้น โดยมีความเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ หากขอพรแล้วดื่มน้ำในบ่อจะสมปรารถนาทุกประการ บ่อน้ำแห่งนี้มีข้อห้ามโยนเหรียญและอาบน้ำโดยเด็ดขาด

ดื่มน้ำมะพร้าวชื่นใจ...ที่สวนบ้านนา บ่ายคล้อย เดินทางเข้าสู่ สวนมะพร้าวบ้านนา บ้านหลังน้อยที่ถูกห้อมล้อมด้วยต้นมะพร้าวสูงใหญ่สร้างบรรยากาศร่มรื่น เย็นสบายให้กับเจ้าของบ้านและผู้มาเยือน มาที่นี่ต้องลิ้มลองผลไม้ไร้สารพิษสด ๆ จากต้นที่ปลูกอยู่รอบบ้าน ดื่มน้ำมะพร้าวหวานหอม กินมะม่วงแอปเปิ้ล กรอบมันอร่อย ซึ่งเป็นมะม่วงสามฤดูของเกาะยาวน้อยที่ออกผลตลอดทั้งปี ตบท้ายด้วยแตงโมหวานฉ่ำชื่นใจส่งตรงจากสวนแตงโม ปลอดสารพิษหลังบ้านนี้เอง

พลังรักษ์ธรรมชาตินำพาเกาะสู่ความยั่งยืน ตั้งแต่วันที่ต้องต่อสู้ ปกป้องท้องทะเลสู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบัน เกาะยาวน้อยกลายเป็นดินแดนแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรทั้งทางน้ำและทางบกอย่างเข้มแข็ง จากความร่วมมือของทุกฝ่ายโดยเฉพาะสองมือน้อย ๆ ของชาวบ้าน จะเห็นได้จากต้นไม้น้อยใหญ่เขียวขจีที่ขึ้นหนาทึบอยู่สองข้างทาง พื้นที่สีเขียวเหล่านี้มีทั้งป่าดั้งเดิมและป่าชุมชน ซึ่งทางชมรมการ ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชนเกาะยาว เป็นผู้เลือกซื้อกล้าไม้ชายเลน และไม้ยืนต้นมาแจกจ่ายให้ชาวบ้านไปปลูกรอบเกาะทุกปี ปีละ ๗ พันกล้า แม้กระทั่งบริเวณหลังโรงเรียนมัธยมเกาะยาววิทยา ก็มีต้นไม้เติบโตเกือบ ๒,๐๐๐ ต้น พร้อมกับสนับสนุนให้ชาวบ้านเข้าร่วม โครงการธนาคารต้นไม้ ปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง ในพื้นที่ของตน เช่น ต้นยางนา มะฮอกกานี ตะเคียนทอง สัก ฯลฯ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ต้นไม้สามารถเป็นทรัพย์สิน เป็นหลักประกันในการทำธุรกรรมการเงิน และให้ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์จากไม้ในอนาคต ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เกาะยาวน้อย และเพิ่มออกซิเจนให้กับโลกใบนี้ด้วย ทั้งนี้หากนักท่องเที่ยวสนใจเข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน สามารถติดต่อ โฮมสเตย์เกาะยาวน้อย โดยทางกลุ่มจะจัดเตรียมต้นกล้าโกงกางไว้ให้

ถนนสายนี้สีเขียว หากสังเกตจะพบว่าถนนหนทางบนเกาะมีความสะอาดมาก เป็นผลจากนโยบายการรักษาความสะอาด กล่าวคือ บนเกาะยาวน้อยมีการทำ Big Cleaning Day ทุก ๑๕ วัน หมุนเวียนไปทุกหมู่บ้าน ชาวบ้านจะร่วมกันเก็บขยะ ตกแต่งกิ่งไม้ ทำความสะอาดถนน ทั้งนี้จะพบว่าไม่มีถังขยะตั้งอยู่ริมถนน เพราะทางเทศบาลฯ รณรงค์ให้แยกขยะจากต้นทาง เพื่อความสะดวกในการจัดการขยะ ส่วนขยะอันตรายสามารถนำมาแลกไข่กับถุงดำได้

เกาะยาวน้อย ดินแดนสีเขียวกลางท้องทะเล เกาะยาวน้อยร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สร้าง เกาะยาวน้อยโมเดล ขึ้นเป็น โครงการจัดตั้งต้นแบบสถานีผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากขยะ เพื่อกำจัดชยะโดยเปลี่ยนของเสียเป็นพลังงาน ด้วยกระบวนการ ดังนี้ ๑.ระบบบำบัดขยะด้วยวิธีทางกลและชีวภาพ คือ คัดแยกขยะด้วยเครื่องกลและปรับสภาพของขยะให้เหมาะสมกับการนำไปทำเชื้อเพลิงหรือปุ๋ยด้วยวิธีการหมักทางชีวภาพ
๒.ระบบผลิตเชื้อเพลิงขยะ (RDF) ให้ได้มาตรฐานพลังงานทดแทน
๓.ระบบผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ขั้นตอนการปั่นขยะที่หมักทางชีวภาพมาแล้วให้ละเอียด ได้ปุ๋ยอินทรีย์จำหน่ายแก่ชาวบ้าน
๔.ระบบแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมัน ได้ผลลัพธ์เป็นน้ำมันดิบและน้ำมันดีเซลสำหรับขยะที่เหลือจากระบบกำจัดขยะ หรือ ไม่สามารถใช้การต่อไปได้ จะนำเข้าโรงเตาเผาขยะไร้ควันออกมา เป็นเถ้าถ่านใช้สำหรับเพาะต้นกล้าได้ต่อไป การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการดูแลทรัพย์ในดิน สินในน้ำ รักษาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตน เนรมิตเกาะยาวน้อยให้กลายเป็นเกาะสวรรค์สำหรับผู้แสวงหาความเรียบง่ายในชีวิต ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มาพักผ่อนหย่อนใจ และเปิดรับประสบการณ์แปลกใหม่เชิงอนุรักษ์ไปพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะหากมาพักโฮมสเตย์กับชาวบ้าน พวกเขาพร้อมจะจูงมือนักท่องเที่ยวออกสำรวจรอบเกาะอย่างรู้ลึก รู้จริง ซึ่งในปี ๒๕๕๙ โฮมสเตย์เกาะยาวน้อยได้รับรางวัล “Asean Tourism Standard 2016-2018” โฮมสเตย์ยอดเยี่ยมอาเซียน อีกทั้งยังได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ถึง ๓ ครั้ง ได้แก่ รางวัลดีเด่น ประเภทองค์กรส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว ปี ๒๕๔๕ รางวัลชุมชนดีเด่นด้านการจัดการท่องเที่ยวปี ๒๕๕๐ และรางวัลยอดเยี่ยม ประเภทองค์กรส่งเสริมและพัฒนา การท่องเที่ยว ปี ๒๕๕๓

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

อำเภอเกาะยาว ชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชนเกาะยาว
คุณสำเริง ราเขต (ประธานชมรม)
โทรศัพท์ : ๐๘ ๑๙๖๘ ๐๘๗๗
คุณดุสิต บุตรตรี (ผู้ประสานงาน)
โทรศัพท์ : ๐๘ ๖๙๔๒ ๗๙๙๙
email : dusit999@hotmail.com , bangmee1@hotmail.com
หมายเหตุ : หากมาเป็นหมู่คณะควรติดต่อล่วงหน้า

กลุ่มแม่บ้านเกษตรบ้านท่าเขา (ผ้าบาติกท่าเขา)
คุณสาปียะห์ ยูโซ๊ะ (ประชาสัมพันธ์)
โทรศัพท์ : ๐๘ ๙๒๙๕ ๖๓๒๒

บ้านเกษตรอินทรีย์
คุณเดชา เริงสมุทร
โทรศัพท์ : ๐ ๗๖๕๙ ๗๒๘๐

สวนมะพร้าวบ้านนา
คุณอุสัน บัวทอง
โทรศัพท์ : ๐๙ ๔๐๗๒ ๑๒๖๓