Amazing Green Route
เส้นทางเมืองรุ่งอรุณแห่งความสุข สีสันสังคโลก ภูมิปัญญาผ้าหมักโคลน และวิถีเกษตรอินทรีย์
จังหวัดสุโขทัย

เส้นทางเมืองรุ่งอรุณแห่งความสุข สีสันสังคโลก ภูมิปัญญาผ้าหมักโคลน และวิถีเกษตรอินทรีย์

จังหวัดสุโขทัย

เริ่มต้น

เส้นทางนี้จะพาไปรู้จักเมืองสุโขทัย ท่องเที่ยวไปในเขตเมืองเก่าบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ปั่นจักรยานสัมผัสร่องรอยอารยธรรมผ่านโบราณสถาน เยี่ยมชมแหล่งทำเครื่องสังคโลกที่ใหญ่สุดในสุโขทัย เรียนรู้กรรมวิธีการทำผ้าหมักโคลนจากภูมิปัญญาบรรพบุรุษที่บ้านนาต้นจั่น พร้อมชิมอาหารพื้นบ้านขึ้นชื่ออย่าง ข้าวเปิ๊บ ปิดท้ายกับการเรียนรู้กระบวนการเกษตรอินทรีย์ ร่วมเป็นเกษตรกรฝึกหัด ลงมือเก็บเกี่ยวผลผลิตด้วยตัวเอง ทั้งหมดเปรียบเสมือนการบอกเล่าอัตลักษณ์งดงามของเมืองสุโขทัยที่ครบเครื่อง ได้เรียนรู้ทั้งประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงอนุรักษ์วิถีวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมของชุมชน

วันที่ 1

ออกเดินทางสู่จังหวัดสุโขทัย เริ่มแรกทำความรู้จักกับเมืองสุโขทัยที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โบราณสถานของที่นี่เกือบทั้งหมดตั้งหันหน้าสู่ทิศตะวันออก แสงแดดอ่อนยามเช้าอาบไล้สีทองทาบอิฐเก่าขับสีน้ำตาลนวลอบอุ่น อุทยานฯ เปิดทำการตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐ – ๑๙.๐๐ น. และทุกวันเสาร์ เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนชมโบราณสถานยามค่ำคืนได้ถึงเวลา ๒๑.๐๐ น. และเพื่อเป็นการลดมลพิษ รวมถึงลดความเสี่ยงในการทรุดโทรมของโบราณสถาน ตั้งแต่ ๑ มกราคม ๒๕๕๙ เป็นต้นมา ทางอุทยานฯ ไม่อนุญาตให้นำรถยนต์เข้ามาในพื้นที่โบราณสถานชั้นใน เพราะต้องการให้เป็นพื้นที่ปลอดคาร์บอน นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมได้ ๓ วิธี คือ เดินเท้า ปั่นจักรยาน และ การนั่งรถรางไฟฟ้า โดยทางอุทยานฯ มีรถจักรยานให้เช่าด้วย นอกจากนี้ หน้าโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแต่ละแห่งยังมีป้าย QR Code สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟน สามารถสแกนเข้าไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมได้ มีให้เลือก ๕ ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน และฝรั่งเศส

เที่ยวชมวัด ย้อนรอยสุโขทัยก่อนยุคราชธานี เที่ยวชมวัด ย้อนรอยสุโขทัยก่อนยุคราชธานีวัดพระพายหลวง และ วัดศรีชุม ซึ่งตั้งอยู่ด้านนอกกำแพงเมืองทางทิศเหนือ เป็นจุดเริ่มต้นของชุมชนก่อนที่จะสถาปนาเป็นอาณาจักรสุโขทัย จุดเด่นของวัดพระพายหลวง คือเป็นศาสนสถานที่มีองค์ประธานเป็นพระปรางค์แบบขอม ๓ องค์ ปัจจุบันเหลือเพียงพระปรางค์องค์เหนือ มีหลักฐานลวดลายปูนปั้นที่คล้ายกับพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี สื่อถึงการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมขอมสู่สุโขทัยผ่านอาณาจักรละโว้ซึ่งริเริ่มก่อตั้งสุโขทัยขึ้นมา

จากวัดพระพายหลวง มีทางเชื่อมต่อมาถึง วัดศรีชุม เป็นวัดแห่งเดียวในเมืองสุโขทัยที่มีมณฑปศิลปะพุกาม จุดที่น่าสนใจคือมีอุโมงค์เจาะเป็นช่องลึกเข้าไปในผนัง บนเพดานของอุโมงค์มีภาพจารลายเส้นวาดบอกเล่าเรื่องราวพุทธชาดกด้วยอักษรสุโขทัย โดยอุโมงค์นี้เจาะเชื่อมเป็นทางเดินขนาดพอดีตัวคนวนถึงรอบมณฑปซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระอจนะ พระพุทธรูปปางมารวิชัยขึ้นดินฉาบปูนองค์ใหญ่ ลักษณะสกุลช่างสุโขทัย จุดเด่นคือ พระพักตร์รูปไข่ หากลองมองไล่ตั้งแต่ฐานพระไปจนถึงพระเศียรจะพบกับยอดมณฑปด้านบนที่ไม่มีหลังคา รวมถึงภาพของกรอบสี่เหลี่ยมหยักมุมที่ล้อมองค์พระ มีท้องฟ้าสีฟ้าสดเป็นฉากหลัง สวยงามรับกันอย่างน่าประทับใจ ถือเป็นจุดต้องห้ามพลาดมาชม

สู่ยุครุ่งเรือง เมืองหลวงของอาณาจักรสุโขทัย
ภายในเขตกำแพงเมือง คือที่ตั้งชุมชนแห่งใหม่หลังเริ่มต้นการสถาปนาเมืองสุโขทัยเป็นราชธานี มีวัดสำคัญคือวัดมหาธาตุ ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางเมือง เปรียบเสมือนพระอารามหลวง มีพื้นที่กว้างขวางที่สุดในบรรดาวัดทั้งหมด มีเจดีย์กว่า ๒๐๙ องค์ เจดีย์ประธานเป็นสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัยแท้ ทรงดอกบัวตูม หรือ ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ภายในแกนกลางบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ล้อมรอบทั้งสี่ทิศด้วยเจดีย์ขนาดเล็ก จุดที่น่าสนใจคือเหนือซุ้มวงโค้ง (ซุ้มจระนำ) ของพระปรางค์องค์หน้าสุด มีรูปปูนปั้นตอนพระนางสิริมหามายากำลังโน้มกิ่งสาละเพื่อประสูติเจ้าชายสิทธัตถะ ลายผ้านุ่งที่ปรากฏในปูนปั้น ปัจจุบันนำมาประยุกต์เป็นลวดลายบนเครื่องแต่งกายสำหรับฟ้อนรำสุโขทัย

นอกจากนี้ยังมีวัดเด่นๆ อยู่ไม่ไกลกัน เช่น วัดศรีสวาย เป็นศาสนสถานของพราหมณ์ ลัทธิไศวะนิกาย รูปแบบปราสาทขอม ๓ องค์ เป็นวัดเพียงแห่งเดียวที่หันหน้าไปทางทิศใต้ สันนิษฐานประการแรกว่าเพื่อการสักการะเมืองละโว้ (ลพบุรี) ซึ่งเป็นเมืองแม่ ศูนย์กลางอารยธรรมขอมในขณะนั้น ประการที่สอง คือเพื่อหันไปทางแนวเขาหลวง ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเมืองเชื่อว่าเป็นที่สถิตของเทวดาและหมู่ผีที่ปกปักรักษาเมือง คำว่า สวาย แปลว่า มะม่วง บ่งบอกว่าวัดนี้ตั้งอยู่ในดงมะม่วง ซึ่งรอบบริเวณก็ยังมีต้นมะม่วงป่าต้นสูงใหญ่ แผ่กิ่งก้านแตกใบเป็นพุ่มราวตัดแต่งดูแปลกตา

ก่อนกลับแวะสักการะ อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง รูปหล่อพระองค์ท่านประทับบนพระแท่น ถัดลงมาด้านล่างเยื้องไปด้านข้างมีหลักศิลาจารึก และเมื่อเดินเข้ามาจะพบระฆังร้องทุกข์ที่สร้างจำลองไว้ตรงด้านหน้า เชื่อว่าถ้าลั่นระฆังแล้วขอพรจากพ่อขุนรามคำแหง เสมือนหนึ่งลูกมาพึ่งพ่อ จะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล

หากมีเวลาถึงเย็นต้องไม่พลาดชมพระอาทิตย์ตก จากวัดมหาธาตุสามารถเห็นแนวเขาทอดยาวทางทิศตะวันตกเป็นฉากหลัง แสงสุดท้ายของวันจะช่วยขับให้ตัววัดสวยสะดุดตา นอกจากความสวยงามของวัดต่างๆ ภายในอุทยานแล้ว ระบบการจัดการภูมิทัศน์ยังมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีต้นไม้ใหญ่เรียงรายร่มครึ้มทั่วบริเวณของอุทยานประวัติศาสตร์

ปั่นจักรยานกันเสร็จช่วงเที่ยง แวะกินมื้อกลางวันกับเมนูที่ไม่ควรพลาด ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย มีเอกลักษณ์ด้วยเครื่องเคราแสนอร่อยอย่างเนื้อหมูชิ้น หมูสับ เครื่องในลวก หมูแดงฝานเป็นแผ่นบางๆ ถั่วฝักยาวหั่นแฉลบ โรยถั่วลิสงคั่ว ไชโป๊วฝอย ที่เมื่อคลุกเคล้ากันแล้วมีรสชาติหวานนำเล็กน้อย แต่อร่อยกำลังดี สั่งได้ทั้งแบบน้ำและแห้ง ถ้าอยากชิมรสชาติดั้งเดิมต้องสั่งก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กเท่านั้น

รู้จักเครื่องสังคโลก ของดีดั้งเดิมเมืองสุโขทัย
ช่วงบ่าย เยี่ยมชมการทำเครื่องสังคโลกแบบโบราณที่ร้าน กะเณชา สังคโลก นอกจากจะได้ชมการสาธิตการทำสังคโลกแล้ว ยังจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวเพื่อจัดแสดงพระพิฆเนศหลายปาง หลายขนาดจำนวนร้อยกว่าองค์ โดยที่เจ้าของร้านสร้างสรรค์ขึ้นเองจากการผลิตแบบเครื่องสังคโลก บนพื้นฐานความชอบและความศรัทธา จึงเป็นที่มาของชื่อร้าน กะเณชา มาจาก Ganesh หรือพระคเณศนั่นเอง

การผลิตเครื่องสังคโลกสูญหายไปพักหนึ่งโดยไม่ทราบสาเหตุ จนกระทั่งปี ๒๕๐๓ ทางภาคเหนือตอนบน เช่น จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มฟื้นฟูการทำเครื่องสังคโลกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า เชลาดอน (ศิลาดล) มีเนื้อสีเขียว จังหวัดลำปางก็ฟื้นฟูเครื่องปั้นดินขาวอย่าง ถ้วยก๋าไก่ ส่วนเครื่องสังคโลกแบบสุโขทัยนั้นได้รับการฟื้นฟูในปี ๒๕๒๐ โดยคุณสมเดช พ่วงแผน คุณแฟง พรมเพ็ชร และคุณสุเทพ พรมเพ็ชร ซึ่งต่อมามีคนรุ่นหลังอย่าง คุณสันติ พรมเพ็ชร เจ้าของร้าน กะเณชา สังคโลก สืบสานการทำเครื่องสังคโลกแบบโบราณต่อไป อีกทั้งยังได้ศึกษาเรื่องดิน น้ำเคลือบ และริเริ่มอุตสาหกรรมผลิตเครื่องสังคโลกในครัวเรือนขึ้นมาอีกครั้ง โดยยังคงกรรมวิธีโบราณไว้ให้มากที่สุด เช่น ใช้สีดำ แดง น้ำตาล ผสมจากวัสดุธรรมชาติเขียนลายเป็นหลัก การใช้น้ำเคลือบขี้เถ้าไม้ และการอบโดยใช้ไฟสูงเพื่อให้ผิวแตกลายงาสวยงาม ปัจจุบันเครื่องสังคโลกได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI (Geographical Indication) หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

วันที่ 2

จากราชธานีเมืองสุโขทัย เดินทางต่อมายัง ศรีสัชนาลัย เมืองอุปราช หรือเมืองลูกหลวงชั้นต้น อีกทั้งยังเรียกในชื่อ ราชธานีแฝด และ ศรีสัชนาลัยสุโขทัย ตามที่ปรากฏในหลักศิลาจารึก มีความเจริญควบคู่กันมากับสุโขทัย รุ่งเรืองด้านการผลิตเครื่องสังคโลกดังปรากฏหลักฐานของกลุ่ม เตาทุเรียง เตาเผาสังคโลกแบบโบราณตั้งกระจายตัวไปตามริมฝั่งแม่น้ำยม ที่บ้านเกาะน้อย อำเภอศรีสัชนาลัยในปัจจุบัน

ปั่นจักรยานเที่ยวชมความงามราชธานีแฝด ณ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย
เริ่มวันใหม่ที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก พร้อมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร โดยอุทยานฯ ได้จัดระเบียบให้เป็นพื้นที่โลว์คาร์บอน เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมภายในกำแพงเมืองด้วยการเดินเท้า ปั่นจักรยาน หรือนั่งรถรางไฟฟ้า ภายในศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมีการจัดแสดงนิทรรศการขนาดย่อม

ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นตามความเชื่อในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายเพื่อเป็นเทวาลัยที่ประทับของพระศิวะ เทพเจ้าสูงสุดในศาสนาฮินดู คำว่า “พนมรุ้ง” ที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกอักษรขอมมาจากภาษาเขมรว่า “วนํรุง” มีความหมายว่าภูเขาอันกว้างใหญ่ และยังปรากฏชื่อผู้สร้างปราสาทแห่งนี้คือ นเรนทราทิตย์ เชื้อสายราชวงศ์มหิธรปุระที่ปกครองดินแดนแถบนี้และเป็นผู้เกี่ยวข้องกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ผู้สร้างปราสาทนครวัด

ผังเมืองศรีสัชนาลัยมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีกำแพงเมือง ๓ ชั้นเช่นเดียวกับสุโขทัย คือเป็นคันดินสลับคูน้ำ ชั้นในสุดก่อด้วยศิลาแลง สร้างเลียบแม่น้ำยม ประตูที่ใช้เป็นทางเข้าออกหลัก คือ ประตูรามณรงค์ จากด้านหน้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ปั่นจักรยานไปบนทางที่ปูด้วยอิฐ ข้ามคูเมืองเก่าไปสู่กำแพงเมืองที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้แมกไม้ พื้นที่ภายในกำแพงเมืองได้รับการดูแลให้เป็นพื้นที่สีเขียว เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาเย็นสบาย มีป้ายอธิบายข้อมูลด้านหน้าโบราณสถานแต่ละแห่ง พร้อมทั้งข้อปฏิบัติในการเที่ยวชม โดยเฉพาะเรื่องการเรียงหินบนโบราณสถาน เจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่าเป็นการทำลายทัศนียภาพ ไม่ใช่วัฒนธรรมที่ถูกต้อง

วัดในเขตกำแพงเมืองที่โดดเด่นคือ วัดช้างล้อม วัดเจดีย์เจ็ดแถว และวัดนางพญา เริ่มด้วย วัดช้างล้อม ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางเมือง เป็นวัดที่สวยงามขึ้นชื่อด้วยเอกลักษณ์ปูนปั้นรูปช้างเต็มตัว ๓๙ เชือก สร้างล้อมรอบเจดีย์ทรงระฆังแบบลังกา ระหว่างช้างแต่ละเชือกขั้นสลับด้วยเสาประทีปสำหรับวางคบไฟ ช้างเชือกที่อยู่ตรงหัวมุมทั้ง ๔ ด้านมีขนาดใหญ่กว่าและต่างจากช้างบริวารทั้งหมด เรียกว่า ช้างทรงเครื่อง เนื่องด้วยประดับลายปูนปั้นที่คอ ต้นขา และข้อเท้าอย่างงดงาม


วัดช้างล้อม หรือ วัดช้างรอบ? ความจริงแล้วทั้งสองวัดมีลักษณะเดียวกัน คือมีปูนปั้นรูปช้างล้อมรอบฐานเจดีย์ หากแต่ชื่อต่างกันเพื่อแยกสถานที่ตั้ง วัดช้างล้อมตั้งอยู่ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย (เขตโบราณสถานชั้นนอก) และศรีสัชนาลัย ส่วนวัดช้างรอบนั้นตั้งอยู่ที่อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร

ด้านหน้าวัดช้างล้อมคือ วัดเจดีย์เจ็ดแถว เดิมทีเรียกตามการประเมินจำนวนองค์เจดีย์ด้วยสายตาของชาวบ้านละแวกนั้นว่าน่าจะแบ่งได้เป็น ๗ แถว แต่ต่อมาเมื่อได้รับการบูรณะ พบว่าแบ่งออกเป็น ๙ แถว แต่ไม่ได้มีการเปลี่ยนชื่อแต่อย่างใด วัดนี้ถือเป็นศูนย์รวมรูปแบบศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากดินแดนต่างๆ เช่น ล้านนา ลังกา พุกาม โดยมีเจดีย์ประธานเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ตามรูปแบบสุโขทัย ด้านหลังเจดีย์ประธานมีเจดีย์ทรงปราสาทรูปแบบล้านนาที่มีพระพุทธรูปปางนาคปรกที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ ลวดลายปูนปั้นยังชัดเจน ยกเว้นส่วนเศียรพระที่ชำรุดและกรมศิลปากรซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ภายในยังประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปูนปั้น มีภาพจิตรกรรมวาดด้วย สีเอกรงค์ คือใช้สีแดงวาดแล้วตัดเส้นด้วยสีดำ เป็นภาพพระพุทธเจ้าและมีเหล่าเทวดามาแวดล้อมถวายดอกไม้ แต่ปัจจุบันภาพเริ่มซีดจางตามกาลเวลา เพราะเป็นสีผสมแบบธรรมชาติ สันนิษฐานว่าวัดเจดีย์เจ็ดแถวเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของพระราชวงศ์สุโขทัยด้วย

ย้อนกลับมาทางกำแพงเมืองที่ วัดนางพญา ตั้งชื่อเพื่อให้เกียรติผู้สร้างวัดซึ่งเป็นผู้หญิงคือ พระนางพสุจะเทวี ธิดาพระเจ้ากรุงจีน อัครมเหสีของพระร่วง สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ สมัยอยุธยาตอนต้นที่เริ่มแผ่อำนาจเข้ามาในอาณาจักรสุโขทัย สังเกตได้จากเจดีย์ประธานทรงระฆังที่สร้างซ้อนทับเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ของสุโขทัย รวมถึงการสร้างวิหารแบบยกฐานสูง ผนังทึบแบบเจาะช่องแสงอันเป็นเอกลักษณ์ของกรุงศรีอยุธยา โดยนอกผนังวิหารด้านหนึ่ง ยังมีลวดลายปูนปั้นสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ให้เห็น เช่น ลายดอกไม้ที่ร้อยเรียงเกี่ยวกันลงมา เรียกว่า ลายดอกรักร้อย ลายแข้งสิงห์ มีลักษณะคล้ายลายกนก ลายพรรณพฤกษา ลายเทพพนมประจำยาม และลายเป็นรูปมนุษย์กึ่งวานร ซึ่งลายเหล่านี้ได้กลายเป็นต้นแบบของลายเครื่องเงินเครื่องทองโบราณศรีสัชนาลัย และเนื่องจากวัดนางพญาเป็นวัดที่สตรีสร้างขึ้น จึงมีความเชื่อว่าหากสตรีใดมากราบขอพร จะสมหวังทุกประการ

หากมีเวลา ยังมีหลายวัดที่น่าสนใจให้ปั่นจักรยานเที่ยวชม หนึ่งในนั้นคือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรวิหาร หรือวัดพระบรมธาตุเมืองเชลียง ตั้งอยู่บริเวณที่เคยเป็นเมืองเชลียง สถาปัตยกรรมผสมผสานด้วยศิลปะหลากหลายที่ตกทอดตามยุคสมัย เริ่มจากซุ้มประตูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เป็นศิลปะรูปแบบขอมบายน เรียกว่า ซุ้มเฟื้อง ก่อสร้างเป็นหลังคายอด ส่วนองค์เจดีย์ประธานนั้นเคยเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ หากถูกสร้างครอบทับด้วยทรงเจดีย์ปรางค์ในสมัยอยุธยา ซึ่งถ้าเดินเข้าไปในองค์เจดีย์จะเห็นร่องรอยการสร้างซ้อนกันอยู่

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยด้านนอกกำแพงเมือง ยังมีวัดที่น่าสนใจอีกหลายวัด เช่น วัดพญาดำ มีมณฑปทรงประทุนเรือ (โค้งคล้ายท้องเรือ) เป็นองค์ประธาน ทั้งยังเป็นวัดที่มีเจดีย์ราย มากที่สุดในศรีสัชนาลัย ซึ่งมีถึง ๔๑ องค์ วัดเจดีย์เก้ายอด ตั้งอยู่บนเนินเขา โดดเด่นด้วยเจดีย์ทรงปราสาทขอมบายน มี ๙ ยอด ภายในพบภาพจิตรกรรมสีเอกรงค์แสดงพุทธประวัติ ด้านหน้ามีระเบียงคตยื่นออกมาสวยงาม วัดหัวโขนและวัดตายาย มีอาคารทรงมณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปที่สวยงามเช่นกัน

บ้านนาต้นจั่น จุดกำเนิดภูมิปัญญาการทำผ้าหมักโคลน
เที่ยวชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยแล้ว เดินทางต่อมายัง บ้านนาต้นจั่น ชุมชนโบราณอายุกว่า ๒๐๐ ปี ที่บรรพบุรุษอพยพมาจากแคว้นโยนก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และเมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งถิ่นฐานบนผืนดินที่เต็มไปด้วยต้นจั่น ขนานนามเรียกเป็นชื่อหมู่บ้านมาจนถึงทุกวันนี้ ชาวชุมชนมีวิถีความเป็นอยู่เรียบง่าย มีความเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน พูดจาภาษาไทยวน (ภาษาเหนือ) ยังคงยึดอาชีพเกษตรกรรม และหัตถกรรมการทอผ้าเป็นสำคัญ ปัจจุบันเปิดให้ท่องเที่ยวและมีบริการที่พักแบบโฮมสเตย์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตอย่างใกล้ชิด พร้อมเรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ตกทอดมารุ่นสู่รุ่น บ้านนาต้นจั่นเคยได้รับรางวัล PATA Gold Award 2012 สาขา Heritage and Culture – Heritage (HE) และรางวัลยอดเยี่ยม ประเภทองค์กรสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยว จากการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ปี ๒๕๕๖ ซึ่งจัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ด้วย

อัตลักษณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้บ้านนาต้นจั่นเป็นที่รู้จักคือ ภูมิปัญญาการทำผ้าหมักโคลน ซึ่งได้ค้นพบจากการสังเกตชายผ้านุ่งของหญิงสาวที่ใส่ออกไปทำไร่ทำนาว่าส่วนที่เปรอะโคลนเมื่อซักแล้วเนื้อผ้ากลับมีความนุ่มมากกว่าส่วนอื่น จึงได้ริเริ่มลองนำผ้าทั้งผืนมาหมักโคลนและพบว่านอกจากผ้าจะนิ่มลงแล้ว ยังมีสีนวลตามากยิ่งขึ้น ส่วนสาเหตุที่โคลนทำให้ผ้านิ่มนั้น จากข้อมูลเชิงวิชาการพบว่า ค่าความเป็นกรดด่างของแร่ธาตุเหล็กในโคลนจะแทรกซึมเนื้อผ้า ทำให้ใยผ้าขยายตัว เกิดความนิ่ม พร้อมทั้งช่วยให้สีย้อมติดดี เนื้อผ้าให้ความอบอุ่นในหน้าหนาวได้ดี และให้ความเย็นสบายในหน้าร้อนเช่นกัน

ไม่กินข้าวเปิ๊บ...มาไม่ถึงบ้านนาต้นจั่น
มื้อกลางวัน ต้องมาที่ บ้านยายเครื่อง กลิ่นน้ำซุปกระดูกหมูลอยเตะจมูกตั้งแต่หน้าบ้าน ข้าวเปิ๊บยายเครื่อง ถือเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของบ้านนาต้นจั่นที่ใครมาแล้วไม่แวะชิม เหมือนยังมาไม่ถึง

ข้าวเปิ๊บ มีต้นกำเนิดจากเมื่อสามสิบปีก่อนที่เส้นก๋วยเตี๋ยวเป็นของหายาก อีกทั้งยังราคาสูง คุณยายเครื่อง วงศ์สารสิน แห่งบ้านนาต้นจั่นจึงคิดค้นสูตรใหม่ ดัดแปลงเอาข้าวสารมาโม่ ผสมน้ำกรองด้วยผ้าขาวได้น้ำแป้งข้นลักษณะคล้ายครีม ใส่เกลือเล็กน้อย นำมาเกลี่ยนึ่งบนหม้อพันปากด้วยผ้าขาวบาง เติมผักต่างๆ ที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น ผักหวานบ้าน ตำลึง ถั่วงอกเพาะเอง พับแป้งที่เริ่มสุกตลบไปมา ได้ลักษณะคล้ายข้าวเกรียบปากหม้อ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเมนู ข้าวเปิ๊บ เพราะคำว่า เปิ๊บ ในภาษาถิ่น หมายถึงการพับไปพับมานั่นเอง เมื่อพับเสร็จ ให้นึ่งต่อสักพักแล้วตักใส่ชาม ราดด้วยซุปกระดูกหมูร้อนๆ โปะไข่ดาวนึ่งและหมูแดงชิ้นโต โรยกากหมูอีกเล็กน้อย อร่อยถูกปากใครต่อใครที่ได้ลอง

นอกจากข้าวเปิ๊ปแล้ว ยังมีอีกเมนูที่ห้ามพลาด คือ ก๋วยเตี๋ยวแบ รสชาติอร่อยไม่แพ้กัน ทำจากครีมแป้งแบบเดียวกันกับข้าวเปิ๊ป นำไปเกลี่ยเป็นวงกลมตากแดดจนแห้ง แล้วหั่นเป็นแบบเส้นก๋วยเตี๋ยว ลวกใส่ผักและเครื่องเคียง ราดด้วยน้ำหมูแดงหอมหวาน รับประทานคู่กับน้ำซุปกระดูกหมู ซดร้อนๆ อร่อยคล่องคอ ส่วนที่มาของชื่อก๋วยเตี๋ยวแบนั้น ยายเครื่องอธิบายแบบติดตลกว่าเพราะความขี้เกียจล้างจาน เลยคิดเมนูแบบแห้งที่สามารถใช้ใบตองรองบนจานได้ คำว่า แบ ก็คือ การแบใบตองบนจานนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีเมนูกินเพลินอีก เช่น ข้าวพันไม้ ข้าวพันไข่ ใช้แป้งข้าวเปิ๊บผสมกับน้ำซุปกระดูกหมู หรือตีไข่ลงไป เมื่อนึ่งสุกแล้วใช้ไม้ไผ่พัน ม้วนกินเป็นไม้คล้ายลูกชิ้น หมี่พัน แป้งข้าวแบหั่นฝอยเหมือนเส้นหมี่ ลวกคลุกเคล้าด้วยน้ำตาล น้ำส้ม แล้วม้วนห่อด้วยแผ่นแป้งข้าวแบแช่น้ำ เคี้ยวเพลินหนุบหนับ

ตุ๊กตาบาร์โหน สร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจ
หลังจากอิ่มท้องแล้ว ช่วงบ่าย ปั่นจักรยานเที่ยวชมวิถีชีวิตชุมชนและเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น บ้านนาต้นจั่นไม่ได้มีดีแค่ผ้าหมักโคลนหรือข้าวเปิ๊ป แต่ยังมี ตุ๊กตาบาร์โหน ที่เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของชุมชนและเป็นของที่ระลึก ตุ๊กตาบาร์โหนเกิดจากแรงบันดาลใจของ คุณตาวงษ์ เสาฝั้น เมื่อครั้งยังหนุ่มชื่นชอบการโหนบาร์เดี่ยว เลยคิดประดิษฐ์ของเล่นที่รำลึกถึงความหลัง เริ่มต้นจากการใช้กระดาษแข็งนำมาตัดเป็นรูปทรงคนโหนบาร์ ปัจจุบันพัฒนามาเป็นไม้พร้อมเทคนิควิธีที่เพียงบีบปลายด้านล่างของไม้สองข้างเข้าหากัน ตุ๊กตาไม้ที่ร้อยด้วยเชือกด้านบนจะหมุนคล้ายคนกำลังโหนบาร์ในท่าต่างๆ นอกเหนือจากความสนุก ยังสามารถใช้เป็นเครื่องบริหารมือได้ด้วย

ทอผ้าใต้ถุนเรือน วิถีสาวชาวนาต้นจั่น
จากบ้านคุณตาวงษ์ ปั่นจักรยานไปเยี่ยมชมการทอผ้า ชาวบ้านนาต้นจั่นมักใช้ใต้ถุนเรือนเป็นพื้นที่ทอผ้าขนาดย่อม เสียงกี่กระตุกกระทบกึกกักเป็นจังหวะ บ่งบอกถึงความชำนาญในฝีมือ ลายขิดที่สร้างสรรค์ขึ้นมีถึง ๕๐ ลาย เป็นลายที่เลียนแบบจากธรรมชาติ เช่น ลายดอกแก้ว ลายดอกสารภี ลายดอกพิกุล ลายก้างปลา ลายเกล็ดเต่า เป็นต้น โดยผืนผ้าที่นำไปทำเป็นผ้าหมักโคลนล้วนทอในชุมชน ก่อนกลับแวะชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากผ้าหมักโคลนซึ่งชาวชุมชนมีการพัฒนาต่อยอดออกแบบและตัดเย็บเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตอบสนองประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลาย

ปั่นจักรยาน รื่นรมย์ชมสวน ชมทุ่ง
อีกกิจกรรมที่สามารถสร้างความรื่นรมย์แก่ผู้มาเยือน คือ การปั่นจักรยานชมทัศนียภาพอันสวยงามของบ้านนาต้นจั่น ด้วยวิถีเกษตรกรรม ที่รายล้อมไปด้วยท้องนา ไร่สวน ซึ่งความสวยงามจะสวยแตกต่างกันไปตามฤดูกาล เช่น จะเห็นภาพท้องนาเขียวขจีในฤดูฝน ภาพสีทองของทุ่งข้าวสุกพร้อมเกี่ยว หรือทะเลสีเหลืองของดอกปอเทืองในช่วงฤดูหนาว ภาพแปลงผัก ไร่ข้าวโพด สวนผลไม้ ที่เขียวสดตลอดทั้งปี พร้อมกันนี้ต้องไม่พลาดชมภาพพระอาทิตย์ตกที่ปลายท้องนาในช่วงโพล้เพล้ ที่สวยงามไม่แพ้ที่ไหนเลยทีเดียว

สำหรับผู้ที่ชอบปั่นจักรยานระยะทางไกล นอกจากการปั่นจักรยานรอบชุมชนแล้ว ยังสามารถปั่นออกไปได้ถึงอนุสาวรีย์เจ้าพ่อหมื่นด้ง ห่างจากตัวหมู่บ้านประมาณ ๘ กิโลเมตร สองข้างทางมีภาพไร่สวนท้องนาให้ชม น่าประทับใจเช่นกัน นักท่องเที่ยวสามารถเช่าจักรยานได้ที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านนาต้นจั่น

วิถีพอเพียง วิถีนาต้นจั่น
กิจกรรมต่างๆ ที่ได้เรียนรู้จากชุมชนนาต้นจั่น บ่งบอกถึงวิถีความเป็นอยู่แบบพอเพียง พร้อมทั้งการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดต่อมาจนถึงลูกหลาน ไม่ว่าจะเป็นการย้อมสีธรรมชาติ การทำผ้าหมักโคลน เมนูอาหารสร้างสรรค์อย่างข้าวเปิ๊ป ก๋วยเตี๋ยวแบ หมี่พัน ของเล่นพื้นบ้านที่ทำจากความทรงจำอย่างตุ๊กตาบาร์โหน หรือจะเป็นกิจกรรมกรีนๆ อย่างการปั่นจักรยานเที่ยวชมวิถีชีวิตภายในชุมชน ดูการทอผ้า พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับชาวบ้าน ทั้งหมดนี้ นักท่องเที่ยวสามารถมาสัมผัสได้อย่างเป็นกันเอง เป็นประสบการณ์ตรงที่อาจสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายและพอเพียง

วันที่ 3

เช้าวันนี้ ลองมาเป็นเกษตรกรฝึกหัดที่ โครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัย ซึ่งเคยได้รับรางวัลดีเด่น ประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร จากการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ ๑๐ ประจำปี ๒๕๕๘ จัดโดย ททท. และเคยได้รับรางวัล PATA Gold Award 2012 (Environment – Ecotourism Project : EC) โดยเริ่มที่การนั่งรถอีแต๋นเที่ยวชมและร่วมกิจกรรมห้องเรียนกลางแจ้ง สัมผัสวิถีเกษตรอินทรีย์จากการลงมือปฏิบัติ ผู้ร่วมกิจกรรมต้องเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดหม้อฮ่อม ใส่รองเท้าแตะ สวมงอบ เพื่อความคล่องตัวราวกับเป็นเกษตรกรตัวจริง ก่อนเริ่มกิจกรรมเจ้าหน้าที่จะบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ณ บริเวณห้องโถง ซึ่งมีนิทรรศการประวัติความเป็นมาของโครงการ พร้อมทั้งจัดแสดงพันธุ์ข้าวแต่ละสายพันธุ์ที่โครงการได้พัฒนาขึ้น

หลังจากชมนิทรรศการแล้ว นั่งรถแต๊กหรือรถอีแต๋นเพื่อไปเริ่มกิจกรรมแรกคือ การเก็บไข่เป็ด ที่นี่เลี้ยงเป็ดด้วยข้าวเปลือก ควบคู่ไปกับการเลี้ยงแบบระบบเปิดคือ ปล่อยให้เป็ดไปหาอาหารกินเอง ธรรมชาติของเป็ดจะออกหาอาหารตอนเช้าและกลับมาในช่วงบ่ายถึงเย็น ดังนั้นการเก็บไข่เป็ดควรทำตอนสายๆ ในขณะที่เป็ดไม่อยู่ เป็ดจะไข่ไว้บนพื้นเล้าที่ปูด้วยข้าวเปลือก เมื่อเป็ดได้กินอาหารตามธรรมชาติ ไม่ปนเปื้อนสารเคมี ทำให้เป็ดมีสุขภาพดี ไข่ดก แม้จะเป็นไข่ฟองเล็กกว่าที่นิยมในท้องตลาด แต่มีไข่แดงขนาดใหญ่ สีแดงสด ไม่คาว ไข่ขาวน้อย นักท่องเที่ยวสามารถซื้อไข่เป็ดติดไม้ติดมือกลับบ้านได้ ส่วนที่เหลือจากการจำหน่ายจะถูกแปรรูปเป็นไข่เค็ม และนำเข้าครัวที่ร้านอาหารของโครงการ

กิจกรรมต่อไปคือการ เก็บผักสดจากแปลงผักปลอดสารพิษ เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่เรียกว่า แปลงนาสวนผสม มีทั้งนาข้าวและสวนผลไม้ในบริเวณใกล้เคียงกัน สำหรับแปลงผักนั้นเน้นปลูกผักที่เติบโตได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี ใช้ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ธรรมชาติ ผสมกับปุ๋ยคอกมูลสัตว์ โรยแกลบเพิ่มธาตุให้ดิน ทำให้ผักที่นี่ต้นใหญ่อวบ สีเขียวสด รับประทานได้อย่างสบายใจ

มาถึงส่วนสำคัญของโครงการคือ โรงสีข้าว กิจกรรมนี้ นักท่องเที่ยวจะได้ทราบทุกขั้นตอนกว่าจะได้ข้าวแต่ละเมล็ดต้องใช้ความพิถีพิถันอย่างมาก จากการทุ่มเทพัฒนาสายพันธุ์ข้าวมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันทางโครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัยมีพันธุ์ข้าวที่ขึ้นทะเบียนสายพันธุ์แล้ว ๕ สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวหอมแดงสุโขทัย ๑ ข้าวหอมดำสุโขทัย ๒ ข้าวหอมดำสุโขทัย ๓ ข้าวหอมแดงสุโขทัย ๔ และข้าวหอมสุโขทัย ๕ ทุกสายพันธุ์มีสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะข้าวหอมดำ มีแคลเซียมสูง

กว่าจะได้ข้าวแต่ละสายพันธุ์นั้นไม่ง่าย
การทดลองผสมพันธุ์ข้าวจะใช้เวลายาวนานถึง ๘-๑๓ ปี เนื่องจากการผสมครั้งหนึ่งจะให้ต้นกล้าหลายสายพันธุ์ ต้องทดลองปลูกและคัดมาเรื่อยๆ จนเหลือ ๕ สายพันธุ์ที่ทดลองปลูกแล้วได้ผลดีที่สุด จากนั้นนำผลผลิตที่ได้มาวิจัยทางโภชนาการและทดลองหุงดูว่าข้าวนี้เหมาะแก่การปลูกและรับประทาน โดยเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทดลองผสมพันธุ์ข้าว ซึ่งยังคงอยู่ในช่วงทดลองปลูกและพัฒนาพันธุ์

จากโรงสีข้าวมาทดลองขี่ควายที่บริเวณ บ้านท้องนา ควายส่วนใหญ่ที่เลี้ยงในโครงการเป็นควายไทย ถูกไถ่ชีวิตมาจากโรงฆ่าสัตว์ ไม่ได้เลี้ยงเพื่อใช้แรงงาน แต่เพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์ เมื่อลองขี่หลังจะรู้สึกได้ถึงความนิ่มและไออุ่นจากใต้ผิวหนัง เป็นประสบการณ์ที่อยากให้ลองมาสัมผัส บริเวณบ้านท้องนานี้ยังมีที่พักและจักรยานไว้ให้บริการด้วย

มาถึงคาบเรียนสุดท้ายที่ แปลงนาปู่ย่าตายาย เป็นแปลงนาสาธิตตั้งอยู่หลังร้านอาหารครัวสุโข จะได้เรียนรู้วิธีการดำนาปลูกข้าวตามวิธีโบราณ เริ่มจากแปลงเพาะต้นกล้า ข้าวที่ได้จากการเก็บเกี่ยว นำมาแช่น้ำ และผึ่งให้หมาด หมักไว้ ๒-๓ วัน นำหว่านลงในแปลงประมาณ ๑ สัปดาห์ก็จะเริ่มงอกเป็นต้นกล้า ขั้นตอนต่อไปจะต้องถอนกล้าออกมา โดยให้ถอนแบบดึงขึ้นในลักษณะเฉียงเพื่อให้รากไม่ติดโคลนมากนัก เมื่อถอนได้หนึ่งกำมือใหญ่ๆ ผู้สาธิตจะพาไปลงลุยโคลนนุ่มๆ ทดลองดำนาด้วยตัวเอง ซึ่งการดำนา จะใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้จับบริเวณโคนรากต้นกล้า แล้วดันรากด้วยนิ้วโป้งให้ฝังลงไปในดิน ปักดำเรียงเป็นแถวโดยเว้นระยะห่างแต่ละต้นพอสมควรเพื่อให้ต้นข้าวสามารถแตกกอเพิ่มได้ เป็นอันจบหลักสูตรห้องเรียนกลางแจ้ง

อิ่มอร่อยกับอาหารเพื่อสุขภาพที่ครัวสุโข
มื้อเที่ยงนี้ เติมพลังที่ ครัวสุโข ร้านอาหารของโครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัย ทุกเมนูล้วนเป็นเมนูสุขภาพที่ใช้วัตถุดิบปลอดสารพิษจากไร่นาของโครงการเอง เมนูแนะนำเช่น ใบข้าวอ่อนทอดกรอบ ใบข้าวสับละเอียดผสมแป้งปั้นเป็นก้อนกลมๆ และทอดจนกรอบ เสิร์ฟคู่น้ำจิ้มรสหวานกลมกล่อม ส้มตำผักน้ำ ผักวอเตอร์เครสผัดพอสะดุ้งน้ำมัน นำมาปรุงแบบส้มตำแต่ไม่ใส่พริก ขาหมูหมั่นโถว ขาหมูน้ำแดงเคียงคู่กับหมั่นโถวทอดสูตรเฉพาะของทางร้าน ตัวแป้งหมั่นโถวมีทั้งสีเขียวจากการผสมใบข้าวอ่อน และสีส้มจากฟักข้าว น้ำพริก ๓ อย่าง ได้แก่ น้ำพริกลงเรือ น้ำพริกมะขาม และน้ำพริกมะม่วง เสิร์ฟพร้อมกับผักสดนานาชนิด หรือจะเป็นเมนูคุ้นลิ้นแต่รสชาติไม่ธรรมดา เช่น กระเพราะไก่สายบัว แกงส้มผักรวม เป็นต้น รับประทานคู่กับข้าวกล้องร้อนๆ ตบท้ายด้วยน้ำคลอโรฟิลล์ที่ปั่นจากใบข้าวอ่อนสดๆ เพิ่มความสดชื่น เรียกกำลังกลับมาได้เต็มที่

อิ่มท้องแล้ว แวะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพของทางโครงการฯ จำพวกข้าว ผักสด ไข่เค็ม ขนมขบเคี้ยว รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่แปรรูปจากวัตถุดิบในไร่ ได้ที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าที่ระลึก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดียวกันกับร้านอาหาร

การท่องเที่ยวตามเส้นทางเมืองรุ่งอรุณแห่งความสุข สีสันสังคโลก ภูมิปัญญาผ้าหมักโคลน และวิถีเกษตรอินทรีย์นี้ นอกจากจะได้มาเยือนแหล่งที่มีชื่อเสียงในฐานะมรดกโลกทางประวัติศาสตร์แล้ว เมืองสุโขทัยยังได้ฉายความโดดเด่นทางอัตลักษณ์ จากการร่วมมือร่วมใจกันอนุรักษ์วิถีแห่งชุมชนไว้อย่างเหนียวแน่น สืบทอดมรดกทางภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษไว้เป็นอย่างดี มีการนำวิถีเกษตรอินทรีย์มาปรับใช้เพื่อสุขภาพที่ดี อีกทั้งยังมีความใส่ใจในการรักษาสิ่งแวดล้อม นำวัสดุธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ นับเป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่น่าเป็นแบบอย่างของการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

อำเภอเมืองสุโขทัย
อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
โทรศัพท์ ๐ ๕๕๖๙ ๗๕๒๗
โทรสาร ๐ ๕๕๖๙ ๗๓๑๐
เปิดบริการ ทุกวัน เวลา ๐๖.๐๐ – ๑๙.๐๐ น. ยกเว้นวันเสาร์ เปิดถึง ๒๑.๐๐ น.
Facebook : www.finearts.go.th/sukhothaihistoricalpark/

กะเณชา สังคโลก
โทรศัพท์ ๐๘ ๓๘๗๒ ๐๑๗๕, ๐๘ ๙๙๙๙ ๔๔๐๒
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๗.๐๐ น.
Facebook : The Ganesha Gallery (กะเณชาแกลเลอรี่)

อำเภอศรีสัชนาลัย
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย
โทรศัพท์ : ๐ ๕๕๙๕ ๐๗๑๔, ๐ ๕๕๖๗ ๙๒๑๑, ๐๖ ๑๒๖๘ ๖๓๘๓
โทรสาร : ๐ ๕๕๙๕ ๐๗๑๔
เปิดบริการ ทุกวัน เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ น.
Email : sisat_pp@hotmail.com
Facebook : www.finearts.go.th/sisatchanalaihistoricalpark

กลุ่มอาชีพทอผ้าบ้านนาต้นจั่น
โทรศัพท์ ๐๘ ๙๘๘๕ ๑๖๓๙ , ๐๘ ๘๔๙๕ ๗๗๓๘
Facebook : โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย

อำเภอสวรรคโลก
โครงการเกษตรอินทรีย์ สนามบินสุโขทัย
โทรศัพท์ : ๐ ๕๕๖๔ ๗๒๙๐ , ๐๘ ๘๗๗๙ ๖๒๔๘
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. (ปิดวันพุธ ในส่วนของกิจกรรมทัวร์ห้องเรียนกลางแจ้ง ร้านอาหารครัวสุโข และร้านจำหน่าย ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์)
Website : www.kaohomsukhothai.in.th
Facebook : โครงการเกษตรอินทรีย์ สนามบินสุโขทัย - Organic Agriculture Project
E-mail : na_sukhothai@hotmail.com

ตัวอย่างที่พักและร้านอาหารในเส้นทางนี้

ที่พักในอำเภอเมืองสุโขทัย
ธาราบุรี รีสอร์ท
โทรศัพท์ : ๐ ๕๕๖๙ ๗๑๓๒, ๐๘ ๖๔๔๘ ๓๑๗๗
โทรสาร : ๐ ๕๕๖๙ ๗๑๓๑
เว็บไซต์ : www.tharaburiresort.com
Facebook : Tharaburi Resort
E-mail : reservation@tharaburiresort.com

The Legendha Sukhothai Resort
โทรศัพท์ : ๐ ๕๕๖๙ ๗๒๑๔, ๐๘ ๒๔๕๐ ๐๑๗๗-๘
โทรสาร : ๐ ๕๕๖๙ ๗๕๘๓
เว็บไซต์ : www.legendhasukhothai.com
Facebook : Legendha Sukhothai Resort เลเจนด้า สุโขทัย รีสอร์ท
E-mail : info@legendhasukhothai.com

อนันดา มิวเซียม แกลลอรี่
โทรศัพท์ : ๐ ๕๕๖๒ ๒๔๒๘ – ๓๐, ๐๘ ๔๘๑๘ ๔๓๙๓
โทรสาร : ๐ ๕๕๖๒ ๑๘๘๕
เว็บไซต์ : www.ananda-hotel.com
Facebook : Ananda Museum Gallery Hotel
E-mail : reservation@ananda-hotel.com

สุโขทัย เทรเชอร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา
โทรศัพท์ : ๐ ๕๕๖๑ ๑๕๕๕
โทรสาร : ๐ ๕๕๖๑ ๑๒๒๒
เว็บไซต์ : www.sukhothaitreasure.com
Facebook : Sukhothai Treasure Resort and Spa
E-mail : info@ sukhothaitreasure.com

OldTown Boutique House
โทรศัพท์ : ๐๘ ๙๒๗๑ ๕๘๖๓, ๐๘ ๔๖๒๓ ๙๔๓๓
Facebook : OldTown Boutique House โอลด์ทาวน์ บูติก เฮ้าส์
E-mail : santisuk1982@hotmail.com

นคร เดอ สุโขทัย ฮิป โฮเทล
โทรศัพท์ : ๐ ๕๕๖๑ ๑๘๓๓, ๐๘ ๘๒๗๘ ๐๔๕๐
เว็บไซต์ : www.nakornhotel.com
Facebook : Nakorn De Sukhothai Hip Hotel and Hong Rama Tearoom
E-mail : info@nakornhotel.com

ที่พักในอำเภอศรีสัชนาลัย

ชานาลัย รีสอร์ท
โทรศัพท์ : ๐ ๕๕๖๗ ๒๕๕๕, ๐๘ ๙๖๖๔ ๕๓๙๑
โทรสาร : ๐ ๕๕๖๗ ๒๕๕๕
เว็บไซต์ : www.chanalairesort.com
Facebook : ชานาลัย รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล
E-mail : chanalairesort@gmail.com

ที่พักในอำเภอสวรรคโลก

สุโขทัย เฮอริเทจ รีสอร์ท
โทรศัพท์ : ๐ ๕๕๖๔ ๗๕๖๗
โทรสาร : ๐ ๕๕๖๔ ๗๕๗๕
เว็บไซต์ : www.sukhothaiheritage.com
Facebook : Sukhothai Heritage Resort
E-mail : info@sukhothaiheritage.com

บ้านท้องนา โฮมสเตย์ (ในโครงการเกษตรอินทรีย์ สนามบินสุโขทัย)
โทรศัพท์ : ๐ ๕๕๖๔ ๗๑๙๖, ๐๙ ๗๙๘๖ ๔๒๗๐, ๐๘ ๘๗๗๙ ๖๒๔๘
โทรสาร : ๐ ๕๕๖๔ ๗๑๔๕
เว็บไซต์ : www.kaohomsukhothai.in.th
Facebook : บ้านท้องนา สนามบินสุโขทัย - Banthongna
E-mail : booking.nasukhothai@gmail.com, banthongna@hotmail.com

ร้านอาหารในอำเภอเมืองสุโขทัย

ก๋วยเตี๋ยวเรือ เป่าปาก-ชามกะลา เมืองเก่า สุโขทัย
โทรศัพท์ : ๐๙ ๓๒๔๕ ๖๖๕๐
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา ๐๘.๐๐-๑๖.๐๐ น.
Facebook : ก๋วยเตี๋ยวเรือ เป่าปาก- - ชามกะลา จ.สุโขทัย

ร้านอาหารสินวนา
โทรศัพท์ : ๐ ๕๕๖๙ ๗๕๒๑-๒, ๐๘ ๕๙๐๕ ๑๖๘๘
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา ๑๑.๐๐-๒๑.๐๐ น.

ร้านก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย บ้านนา
โทรศัพท์ : ๐ ๕๕๖๓ ๓๒๗๔ , ๐๘ ๑๙๗๑ ๖๑๐๒
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา ๐๙.๓๐-๑๗.๐๐ น.

สวีท ไร้ซ์ คาเฟ่
โทรศัพท์ : ๐๘ ๑๓๗๗ ๒๐๗๑
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา ๑๐.๐๐-๑๘.๐๐ น.
Facebook : Sweet Rice Cafe

ร้านอาหารบ้านจันทร์ฉาย สุโขทัย
โทรศัพท์ : ๐๘ ๑๙๗๑ ๕๑๔๓
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา ๐๘.๐๐-๒๒.๐๐ น.
Facebook : ร้านอาหารบ้านจันทร์ฉาย สุโขทัย l Baan Junshine Sukhothai Restaurant

ร้านอาหารในอำเภอศรีสัชนาลัย

ร้านครัวต้นอ้อย
โทรศัพท์ : ๐๘ ๗๒๐๘ ๕๕๒๖, ๐๙ ๐๖๙๒ ๖๓๑๕
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา ๑๐.๐๐-๒๒.๐๐ น.