ศาสตร์พระราชา

พอเพียงด้วยวิถีเกษตรกรรม (ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน จ.สกลนคร , บ้านเชียง จ.อุดรธานี)

สกลนคร

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2498 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างทั่วถึงเป็นภูมิภาคแรก และมีที่ประทับ ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาความทุกข์ยากแร้นแค้นและทุรกันดาร จึงก่อเกิดการพัฒนาศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริที่บ้านนานกเค้า ตำบลห้วยยาง อำเภอเมืองจังหวัดสกลนคร เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอาชีพ ส่งต่อสู่ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น



ศูนย์แห่งนี้มีพื้นที่โครงการ 11,300 ไร่ จัดสรรเป็นพื้นที่กิจกรรมต่างๆ 2,300 ไร่ ทั้งยังมีเขตพื้นที่ฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร 11,000 ไร่ ใช้เป็นสถานที่สำหรับงานศึกษาทดลองและวิจัยทดลองการเกษตรในด้านต่างๆ มากมาย เช่นการทดสอบพันธุ์ข้าว ศึกษาการปลูกหม่อนแบบแปลงผัก พัฒนาการเพาะเห็ด แปรรูปผลิตผลทางการเกษตร จัดทำฟาร์มสาธิตตัวอย่าง สาธิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัว พัฒนาด้านปศุสัตว์และปรับปรุงบำรุงดิน ฯลฯ

น้ำ คือหนึ่งในปัญหาทรัพยากรที่พระองค์ทรงให้ความสนพระทัยเป็นอย่างมาก ดังที่เคยมีพระราชดำรัสว่า “หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภคน้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้าไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้”

สำหรับจังหวัดสกลนครนั้นมีโครงการอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริถึง ๑๕ แห่ง ทั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไปด้วยพระองค์เอง และมีราษฎรกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานแหล่งน้ำ บางแห่งนั้นพระองค์ทอดพระเนตรว่าเป็นบริเวณคอนข่างมีฝนน้อย ก็พระราชทานคำแนะนำให้กรมชลประทานประสานงานกับกองบินเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดําเนินการทําฝนเทียมในบริเวณนั้นๆ ตามความเหมาะสม

ทุกอย่างที่ทางศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานน้อมนำพระราชดำริมาศึกษาพัฒนา ได้เผยแพร่ไปสู่ข้าราชการและเกษตรกรในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ได้เรียนรู้เทคโนโลยีวิชาการสมัยใหม่ทางด้านการเกษตร เพื่อนำไปปรับปรุงและแก้ไขการทำมาหากินให้ดีขึ้นเห็นได้ชัดจากผลสำเร็จของโครงการหลายอย่างที่กลายเป็นความสำเร็จด้านเกษตรกรรมและปศุสัตว์ เช่น โคเนื้อทาจิมะภูพาน ไก่ดำภูพานสุกรภูพาน ข้าวพันธุ์สกลนคร ข้าวขาวพันธุ์ดอกมะลิ 105 ลิ้นจี่นพ.1 ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร และพัฒนาให้เป็นหมู่บ้านตัวอย่างในรูปแบบหมู่บ้านสหกรณ์ โดยเปิดให้ผู้ที่สนใจติดต่อเพื่อเข้าเยี่ยมชมศูนย์ฯ ได้ โดยทำหนังสือขออนุญาตไปที่ สำนักเลขาธิการพระราชวังพระบรมมหาราชวัง ถนนหน้าพระลาน กรุงเทพฯ 10200 หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ที่กองรักษาการเพื่อขออนุญาตเข้าชมเขตพระตำหนักชั้นนอกได้
 
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน
บ้านนานกเค้า ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร 47000
โทร. 0 4274 7458-9 ศึกษาดูงาน ต่อ 60
http://royal.rid.go.th/phuphan

การเดินทาง
จากเทศบาลเมืองนครพนมไปตำบลห้วยยางใช้เส้นทางถนนสุขเกษมสู่ถนนสกลนคร พอถึงสี่แยกตัดทางหลวงชนบทหมายเลข 3137 แล้วเลี้ยวซ้ายไปบ้านนานกเค้า

ในขณะเดียวกัน พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ อันเป็นสถานที่ประทับเวลาเสด็จฯ มาทรงงานที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาภูพาน โดยทรงใช้แผนที่ทางอากาศและเสด็จฯสำรวจเส้นทางบริเวณป่าเขา น้ำตก เลือกพื้นที่สร้างพระตำหนักด้วยพระองค์เอง ก็เปิดให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าชมความงดงามร่มรื่นด้วยไม้ดอกและป่าธรรมชาติ ทั้งยังเป็นสถานที่ประกวดผ้าไหมในภาคอีสานเป็นประจำทุกปี ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงส่งเสริมและสนับสนุน

พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์
ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร 47000
โทร. 0 4271 4499

การเดินทาง
จากสกลนคร ใช้เส้นทางหมายเลข 213 (สกลนคร-กาฬสินธุ์) ไปทางพระตำหนักภูพานฯห่างจากสกลนคร ประมาณ 10 กิโลเมตรจากนั้นเลี้ยวซ้ายตรงไปบ้านนานกเค้า
ตำบลห้วยยาง

อีกหนึ่งจังหวัดที่อยู่ติดกับเขตของสกลนคร ซึ่งควรค่าแก่การแวะเยือนก็คือ จังหวัดอุดรธานีเพราะที่นี่มีมรดกโลกอย่าง แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ที่แสดงให้เห็นถึงยุคแห่งความรุ่งเรืองของอารยธรรมเมื่อครั้งอดีต สมัยก่อนประวัติ-ศาสตร์ที่มีอายุราว 5,600-1,800 ปี

ในส่วนของการปลูกสร้าง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง เกิดขึ้นภายหลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชมการขุดค้นทาง โบราณคดีที่นี่ เมื่อปี พ.ศ. 2515 ซึ่งก่อนหน้านั้นคนบ้านเชียงมีการขุดเอาไปขาย เพราะยังไม่รู้ถึงคุณค่าของโบราณวัตถุ แต่เมื่อพระองค์ท่านมีรับสั่งว่า อยากให้ชาวบ้านเชียงช่วยกันดูแลสมบัติโบราณวัตถุเหล่านี้ไว้ แนวคิดของชาวบ้านจึงเปลี่ยนไป รู้สึกหวงแหนและมีใจอนุรักษ์เป็นหูเป็นตาไม่ให้มีการลักลอบขุด จนทำให้บ้านเชียงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอย่างน่าภาคภูมิใจ อีกทั้งกรมศิลปากรยังจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง ในปีพ.ศ. 2524 โดยมีการจัดแสดงวิถีชีวิตของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์เมื่อหลายพันปีก่อน ให้ได้ทึ่งกับภูมิปัญญาในสมัยที่ยังไม่มีเทคโนโลยี ซึ่งเมื่อต้นปี 2559 ที่ผ่านมายังได้มีการจัดงานมรดกโลกบ้านเชียงอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของการค้นพบ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง
เปิดบริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ค่าเข้าชม 30 บาท
โทร. 0 4220 8340
ม.13 ถ.สุทธิพงษ์ ต.บ้านเชียง อ.หนองหานจ.อุดรธานี 41320

การเดินทาง
เดินทางตามเส้นทางหมายเลข 22 เส้นอุดรธานี-สกลนคร ตรงกิโลเมตรที่ 50 เมื่อถึงปากทางเข้าบ้านปูลู จะมีป้ายบอกทางเพื่อเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2225 อีกประมาณ 6 กิโลเมตร
 
เมนูแนะนำอาหารพื้นถิ่น
ตำหนองหาร จ.สกลนคร
ลิ้มรสส้มตำสุดนัวแบบฉบับหนองหาร ที่ใส่เครื่องและปรุงรสแบบจัดเต็มแถมยังโรยหน้าด้วย กุ้งฝอย หอยโข่งต้มปลากรอบ ถั่วลิสงคั่ว เพิ่มรสชาติ

ทริปตัวอย่าง 3วัน 2คืน
วันแรก
ตามรอยมนุษย์ในสมัยเมื่อกว่า 5,000 ปีที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง และไปไหว้พระธาตุเชิงชุม จ.สกลนคร
ค้างคืนที่จังหวัดสกลนคร

วันที่สอง
เดินทางไปชมโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และนั่งรถรางชมการเกษตรและปศุสัตว์ ชม 3 ดำมหัศจรรย์แห่งภูพาน วัวดำ ไก่ดำ หมูดำ

วันที่สาม
กราบพระเกจิแดนอีสานที่พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่วัดป่าสุทธาวาส จากนั้นเดินทางไปบ้านท่าแร่ เพื่อชมโบสถ์คริสต์ในดินแดนอีสานและแวะพักทานอาหารเวียดนามที่จังหวัดอุดรธานี
เดินทางกลับกรุงเทพฯ

 
ขอบคุณแหล่งที่มา คู่มือ "ก้าวแรกสู่๙ที่ยิ่งใหญ่"