การจัดการสิ่งแวดล้อมบนเกาะหมาก ประเทศไทย

Article

เช่นเดียวกับเกาะต่างๆในเขตร้อนนอกชายฝั่งของประเทศไทย เกาะหมากเป็นสวรรค์เล็ก ๆ ที่มีหาดทรายสีขาวที่สวยงาม และชาวบ้านที่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว เกาะแห่งนี้มีเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 500 คน มีที่พักเป็นรีสอร์ทและเกสต์เฮ้าส์ประมาณ 40 แห่ง มีร้านอาหารและบาร์ประมาณ 20 แห่ง

 

 

แต่กระนั้นเกาะหมากก็แตกต่างจากเกาะอื่นๆ ในหลายด้าน ซึ่งตรงกันข้ามกับเกาะช้างและเกาะกูดที่อยู่ใกล้ๆกัน ซึ่งมีทั้งภูเขาค่อนข้างมาก พื้นที่เกาะหมากเป็นที่ราบเกือบทั้งหมด พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสวนยางพาราและต้นมะพร้าว การจัดการท่องเที่ยวบนเกาะหมากนั้นเกิดจากชาวชุมนกลุ่มเล็ก ๆ ที่รวมตัวกันสร้างเกาะแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

คือเกาะหมากจะไม่มีโรงแรมที่เป็นตึกสูงๆ ไม่มีห้างสรรพสินค้า หรือร้านสะดวกซื้อ 7-11 ไม่มีบาร์โฮสเตส ไม่มีเจ็ตสกี หรือเล่นพาราเซลลิ่งบนชายหาด และแทบไม่มีการจราจรบนถนนที่มีเพียงไม่กี่แห่งบนเกาะ คนที่ชื่นชอบปาร์ตี้หรือความสนุกอาจจะไม่ชอบนัก เนื่องจากคนที่นี่ส่วนใหญ่จะเข้านอนก่อน 22.00 น. แต่ถ้าคุณกำลังมองหาสถานที่ที่ผ่อนคลายที่เงียบสงบในวันหยุด คุณจะรู้ได้ทันทีว่าเกาะหมากถือเป็นทำเลทองทีเดียว

 

 

เกาะหมากต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มที่สนใจความสงบ ร่มรื่น นอกจากนั้นพวกเขายังให้ความสำคัญกับการ ทำให้เกาะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ และพวกเขาได้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ รีสอร์ทส่วนใหญ่ของที่นี่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อทำน้ำร้อน และให้แสงสว่าง ส่วนร้านอาหารบนเกาะนี้ใช้วัตถุดิบที่ปลูกในท้องถิ่น และรีสอร์ทบางแห่งยังมีฟาร์มออร์แกนิกเป็นของตัวเองอีกด้วย

 

ขยะมูลฝอยทั้งหมดจะถูกคัดแยก เป็นแก้ว กระป๋อง กระดาษ และพลาสติก ซึ่งขยะเหล่าจะมีการขนถ่ายไปขายเป็นขยะรีไซเคิลยังแผ่นดินใหญ่ สำหรับขยะอินทรีย์กว่า 30 ตัน จะนำไปยังสถานที่จัดการขยะซึ่งเรียกว่า Energy Park ซึ่งจะกลายเป็นปุ๋ยสำหรับปลูกพืช และผลิตก๊าซชีวภาพสำหรับการหุงต้ม

 

ผู้มาเยือนจะรู้สึกได้ว่าเกาะนี้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กิจกรรมทั้งหมดเป็นกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การพายเรือคายัค และการขี่จักรยาน ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการท่องเที่ยวสำรวจชายฝั่งและภายในของเกาะ

 

เกาะหมากไม่เคยเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะใหญ่ๆ แต่เป็นที่หย่อนใจสำหรับนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่สามารถกลับมาที่เกาะแห่งนี้ได้โดยไม่ต้องกังวลว่ามันจะต่างไปจากที่เคยเดินทางมา