คุณสุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้ร่วมก่อตั้ง Refill Station

Green Story Interview

ก็อยากให้เล่าถึงธุรกิจที่เริ่มจากวันแรกจนถึงวันนี้ว่าจะมี Product อะไรมากขึ้น อยากให้พูดถึงธุรกิจว่ามีอะไรบ้างคะ

ธุรกิจร้านแบบร้านค้าแบบเติมมาค่ะหรือที่เราเรียกตัวเองว่า Refill  Station คือดีใจมากเลยเพราะว่ามันมีธุรกิจในลักษณะเดียวกันเนี่ยเพิ่มขึ้นอีกหลายร้านมากเลยมันเป็นเครื่องตอกย้ำว่ามันมีคนไทยสนใจจริงๆแล้วธุรกิจในรูปแบบนี้มันก็สามารถดำเนินไปได้ค่ะเราก็พยายามหาแนวทางเลือกอื่น ๆ อีกมากมาย แรก ๆ เริ่มต้นก็จะมีพวกหลอดขวดน้ำกล่องข้าวอะไรอย่างนี้ค่ะเดี๋ยวนี้ก็จะมีทางเลือกอื่นเพิ่มขึ้นอย่างเช่นสำลีเช็ดหน้าแบบล้างแล้วใช้ซ้ำหรือผ้าอนามัยที่แบบใช้ซ้ำได้เลยเนี้ยก็มีคนสนใจมากขึ้นแล้วก็พยายามจะช่วยกันลดขยะพลาสติกมากขึ้นด้วยค่ะ

 

 

แล้วมี Service อะไรบ้างคะ สำหรับคนที่มาที่นี่

รีฟิลสเตชั่นที่อยู่กับคาเฟ่อ่ะค่ะ เราก็คือจะแยกกัน แต่ว่าถ้ามาในที่นี้นอกจากได้มาเติมน้ำยาเลือกซื้อของด้วยก็ยังมีกาแฟ มีอาหารให้ทานค่ะ

 

 

ในส่วนของ Product นี้ ยากไหมคะ ที่จะหาที่ตอบโจทย์ของเราคะ

Product ต้องบอกว่าพอมันเป็นความสนใจของเราอยู่แล้วอ่ะค่ะพอเราอินกับเรื่องนี้เราก็จะรู้สึกว่ามันไม่ยากหรอกเดี๋ยวมันก็จะมีอย่างอื่นเพิ่มเติมมาที่เราอยากได้พอดีเลยอ่ะ อย่างเช่นแรก ๆ อ่ะค่ะเริ่มต้นเปิดร้านเนี่ยเราขายหลอดอย่างแรกเลยก่อนที่จะมีหน้าร้านด้วยซ้ำเพราะว่าแอนอ่ะอยากได้แล้วก็ไปหามาใช้ มันบังคับซื้อครั้งเดียว 6 หลอดค่ะพี่ ก็เลยโพสต์ Facebook ว่ามีใครอยากได้บ้างมาแบ่งไปใช้หน่อยก็พบว่ามีเพื่อน หลอดเอามาใช้ด้วยไงมันก็มันก็เริ่มต้นในลักษณะนี้ค่ะอย่าง Organic Cup ถ้วยแรกเอามาใช้ก็คือจะซื้อมาใช้เองแต่ว่าค่าจัดส่งระหว่างประเทศอ่ะแพงมาก เราก็เลยมีใครสนใจจะใช้กับเราไหมเดี๋ยวเราอ่ะจะสั่งมาแล้วก็มาแชร์ค่าจัดส่งกันนะมันก็จะเป็นรูปแบบเหมือนกับที่เราใช้แล้วก็มาเป็นเพื่อนบอกเพื่อนมากกว่าค่ะ

 

 

ที่จริงไม่ได้คิดถึงว่าจะคุ้มทุน เลยต้องหา Product เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ใช่ไหมคะ

ส่วนหนึ่งก็ด้วย เพราะว่าการที่คนมาแล้วพอมีของหลากหลายเขาก็ใช้เวลากับเรานานขึ้น ว่าอันนี้คืออะไรหรอ ไม่เคยเห็นอย่างนี้มาก่อนเลยหรือไม่ไม่เคยนึกถึงเลย ส่วนหนึ่งก็คือนอกจาก Product หลากหลายเพื่อให้คนมาแล้วเนี่ยอย่างที่สองก็คือสร้างเอา Brand ค่ะเพราะบางคนไม่เคยคิดหรอกว่าสิ่งนี้มันคือพลาสติกหรือสิ่งนี้มารีไซเคิลไม่ได้หรือสิ่งนี้มันหาของตัวแทนอย่างอื่นได้นะถ้าเท้าความกลับไปอย่างเช่นสำลีเช็ดหน้าให้อ่ะค่ะเราก็อาจจะไม่เคยรู้ให้จริง ๆ แล้วอ่ะส่วนใหญ่มันมีใยสังเคราะห์ที่ทำให้สำลีเช็ดหน้ามันไม่สามารถย่อยสลายได้ 100% ตามธรรมชาติพอมามีสำลีเช็ดหน้าแบบสักแล้วใช้ซ้ำมาขาย คนก็จะเริ่มตั้งคำถามว่าแล้วสำลีที่ใช้ปกติล่ะมันไม่ดียังไง อย่างนี้ค่ะมันก็เป็นโอกาสให้เราได้สื่อสารได้บอกออกไปมากขึ้นว่าคุณยังมีทางเลือกอื่นๆในชีวิตอีกนะ

 

 

ถ้าอย่างนั้น เทรนของสิ่งที่สามารถใช้ซ้ำมีจำนวนมากน้อยแค่ไหน

จะมีหลากหลายรูปแบบค่ะ ทิศทางของมันจะเป็นยังไงบ้างหรอคะ มันน่าจะมีมากขึ้นแต่ว่าแอนว่าโดยพฤติกรรมของคนใช้เองอาจจะเป็นคนเลือกว่าอะไรเหมาะกับเรา คนคนนึงอาจจะไม่ต้องมี 10 อย่าง หรือไม่ต้องมีของทุกชิ้นที่ขายอยู่ในร้านก็ได้อ่ะค่ะ เพราะว่าการใช้ชีวิตของเขาอ่ะมันไม่ได้เหมาะกับนี้หรือไม่ค่อยได้ใช้ของใช้แล้วทิ้งในรูปแบบนี้มากนักอย่างนี้ค่ะ อย่างเช่นถุงใส่ผักตามโลตัสอย่างนี้ค่ะบ้านเราก็มีถุงตาข่ายไว้ใส่ผักแล้วก็ติดสติ๊กเกอร์บนหน้าถึงได้เลยโดยที่ไม่ต้องใช้ถุงพลาสติกในห้างแต่ว่าถ้าเป็นคนที่ไม่ชอบปิ้งของสิ่งนี้อาจจะไม่จำเป็นไม่ต้องใช้เลยก็ได้ค่ะสุดท้ายแล้วเนี่ยแม้ว่ามันจะมีรูปแบบหลากหลายขนาดไหนเนี่ยค่ะเราในฐานะผู้บริโภคเราก็จะเป็นคนคัดกรองเองค่ะว่ามันมีสิ่งที่ใช้ได้ดีจริง ๆ แล้วตอบโจทย์จริง ๆ อยู่ไม่กี่อย่าง

 

 

สินค้าอะไรที่ได้รับความนิยมคะ

ของที่นี่หรอคะ แปรงล้างหลอดค่ะ เพราะว่าบางคนบางเจ้าเขาขายหลอดขายแก้วแต่ไม่ขายแปรงล้างค่ะมันก็เลยทำให้คนซื้อแปรงล้างหลอดเยอะแล้วก็แปรงล้างหลอดใช้ได้หลายอย่างค่ะ บางคนก็เอาไปล้างจุกนมเด็กล้างขวด ล้างท่อที่บ้านคะ

 

 

ส่วนใหญ่เป็น Product ที่นำเข้าไหมคะ

ส่วนใหญ่เป็น product ที่นำเข้า แต่ถ้าเป็นน้ำยาเนี่ยจะเป็น product ที่ผลิตภายในประเทศทั้งหมดค่ะ

 

 

แล้วมีคนไทยที่สามารถของพวกรีไซเคิลได้เองบ้างไหม

ก็อย่างของเราก็จะมีผ้าอนามัยซักได้ เพราะเป็นพี่แล้วก็เป็นชุมชนที่เชียงใหม่ทำ ซึ่งมันก็มีบางอย่างที่มันเป็น Handmade เนี่ยคนไทยอ่ะค่อนข้างทำได้ดีเลยทีเดียว แต่งานบางลักษณะที่เป็นอุตสาหกรรมอย่างเป็นซิลิโคนอย่างนี้ค่ะเราก็ยังต้องนำเข้าอยู่เพราะว่าด้วยเทคโนโลยีแล้วก็ด้วยเครื่องจักรภายในประเทศเนี่ยมันยังไม่มี

 

 

แต่ว่ามีคนไทยที่คิดอยู่เยอะ ในสินค้าที่มันรีไซเคิลได้

นวัตกรรม ต้องบอกว่า นวัตกรรมมีเยอะแต่สุดท้ายจะผลักให้มันออกมาเป็นสินค้าจริง ๆ หรือจะผลักให้มันออกมาเป็นอุตสาหกรรมจริง ๆ ที่ตอบตลาดได้มันค่อนข้างยากเหมือนกันค่ะมีหลายปัจจัย

 

 

แล้วทุกวันนี้ ลูกค้าที่มาที่นี่ ส่วนใหญจะเป็นคนที่ไหนคะ

ลูกค้าที่นี่ก็จะเป็นคนไทยเริ่มเยอะขึ้นมามากแล้วค่ะเกินขึ้นมาหน่อยนึงแล้วก็จะเป็นต่างชาติอีกประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ค่ะ

 

 

แล้วคนที่มาช่วยสิ่งแวดล้อมไหมคะ

ก็รู้สึกว่าช่วยสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน มันก็แรก ๆ ก็จะมีคนมาเที่ยวถ้ามีช่วงสื่อออกไปเลยนะคะ ก็จะมีคนอยากมาอยากลองมาดูเยอะ แต่พอช่วงหลัง ๆ มานี้ก็เริ่มสเตเบิลแล้วค่ะ ก็จะมีคนที่เป็นเจ้าประจำอาจจะไม่ได้มาบ่อยหรอก 2-3 เดือนมาที แต่จะเอาขวดมาเยอะมากเพื่อมาเติมกลับไปใช้ให้มันให้มันอยู่ได้นานเขาจะได้ไม่ต้องมาบ่อย ๆ แบบนี้ค่ะ

 

 

 มีคนกลุ่มใหม่บ้างไหม สำหรับคนไทยคะ

คนกลุ่มใหม่ก็มีค่ะ คนกลุ่มเดิมก็จะเหนียวแน่นหน่อย หมายถึงว่าคนกลุ่มเดิมเราไม่ต้องอธิบายเยอะเรามาเห็นแล้วก็จะเจอแล้วว่าเขาสามารถดูแลตัวเองได้จดเองชั่งน้ำหนักเองได้คนกลุ่มใหม่ ๆ ก็มีเข้ามาบ้างเรื่อย ๆ มาครั้งแรกทำยังไงคะ เอาขวดมาต้องเติมยังไงบ้าง

 

 

แล้วเราคิดว่าจะทำ workshop ที่เป็นการให้ความรู้ไหมคะ เพื่อจะเพิ่มจำนวนของลูกค้าคะ

เรามี workshop ให้ความรู้กับคนที่สนใจเปิดร้านค่ะ อย่างเช่นหลาย ๆ ร้านในเมืองไทย ตอนนี้ก็คือเป็นคนกลุ่มคนที่เข้ามาหา เราก็อยากเปิดร้านอย่างนี้ทำยังไงบ้างแล้วก็ให้คำแนะนำไปแล้วก็มีร้านของตัวเองอ่ะค่ะ เราเชื่อว่ากลุ่มคนที่ต้องการที่เป็นลูกค้าค่ะมีอยู่แล้วแต่ว่าเราต้องเพิ่ม access point ให้เขาให้มากขึ้นให้เขาเข้าถึงได้ง่ายเพราะมันไม่ใช่ทุกคนหรอกค่ะที่จะแบบอยู่บางซื่อแล้วจะขับรถมาเพื่อเติมที่อ่อนนุช เราก็เห็นว่าจริง ๆ แล้วมันก็คงไม่คุ้มกันถ้าเขาจะต้องแลกกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่เผาผลาญขนาดนั้นกับการลดพลาสติก 3-4 ขวดที่เขาเอามาเติม

 

 

ธุรกิจของเราไม่ได้มองเรื่องเงินสำคัญกว่าเรื่องที่เราต้องสร้างจิตสำนึกใช่ไหมคะ

ใช่ เพราะเอาจริง ๆ คือตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำธุรกิจเลยด้วยซ้ำค่ะ ตอนแรกก็คือถ้ามีตัวเลือกให้คนอื่นก็น่าจะดี ก็มาคิดกันนะเราจะทำอะไรได้บ้าง จนเกิดมาเป็นร้านนี้ค่ะ พอเสียงตอบรับดีขึ้นพวกเราก็มานั่งปวดหัว ต้องคิดตัวเลขแล้วจะทำยังไงดีแล้วต้องนับของจะต้องทำภาษีเลยอ่ะค่ะ มันก็มีกระบวนการเรียนรู้ต่อมาหลังจากความตั้งใจของเราแต่ว่าสุดท้ายเนี่ยเราก็ต้องต้องเรียนรู้แล้วก็ปรับตัวไปอ่ะค่ะภาคธุรกิจก็คือก็ต้อง Balance แต่ว่าสุดท้ายแล้วอ่ะเพื่อนทุกคนก็ยังคิดว่ามันจะต้องมันจะต้องได้ช่วยเหลือสังคมมันจะต้องได้แก้ปัญหาค่ะ สุดท้ายแล้วการแก้ปัญหามันก็จะต้องยั่งยืนอยู่ได้ด้วยการที่ Balance ของมันต่อไปได้ค่ะ

 

 

ทุกวันนี้เราให้ความสำคัญของเงินกับคาวมสุขอย่างไรบ้างคะ

มันก็ Balance กันไปเรื่อย ๆ มันไม่สามารถบอกได้หรอกว่าวันนี้เราจะให้อันนี้มากกว่านี้นะส่วนพรุ่งนี้แล้วจะให้นี้มากกว่านี้อะไรอย่างนี้ มันก็โชคดีที่เป็นทีมค่ะ โชคดีที่มีเพื่อนคอยทำไปด้วยกันอย่างนี้ค่ะ แต่ละคนก็จะมีมุมมองต่อปัญหามีมุมมองต่อธุรกิจที่ไม่เหมือนกันว่าเราจะเอาอันนี้มาใช้ยังไงได้บ้าง บางอย่างโปรโมชั่นอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ลูกค้าเรานะเพราะเราไม่ต้องการให้คนซื้อแล้วก็ซื้อนี่ เราแค่ต้องการให้เขาเปลี่ยนมาใช้เลิกใช้พลาสติกได้แล้วประมาณนี้ค่ะ มันก็เลยไม่ได้บอกว่าเราจะต้องแบบเร่งยอดขายขนาดนั้นเล่นตัวขนาดนั้นแต่คนทำงานทั้งหมดแล้วก็องค์รวมของธุรกิจทั้งหมดมันก็จะรันไปไม่ได้หรอกถ้าเรายังต้องอุ้มขาดทุนอยู่ทุกเดือน ๆ เราก็ไม่สามารถมีหน้าไปบอกใครได้ค่ะ ว่าร้านแบบนี้มันอยู่ได้นะ ด้วยการที่ฉันเอาเงินใส่เข้าไปเลยอ่ะค่ะ มันก็ท้าทายค่ะ ว่าเราก็จะต้องทำร้านที่เป็นโลโมเดลด้วยว่าร้านอยู่ได้มีธุรกิจที่เติบโตได้มีให้การศึกษาให้ความรู้กับคนอื่นก็คือหัวใจหลัก 3 ข้อที่เราอ่ะอยากจะเป็นต้นแบบให้กับคนอื่น ๆ ในสังคมค่ะ

 

 

ถ้าหากคนรุ่นใหม่เห็นแล้ว อยากทำธุรกิจแบบนี้ จะแนะนำอย่างไรบ้าง จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้างคะ

ควรจะมีคุณสมบัติยังไง ตอนนี้ที่กังวลมากเลยว่าคืออย่าคิดว่ามันเป็นกระแสที่คุณจะมาจับหรือช่วงชิงช่วงโอกาสนี้ไว้ว่าแบบธุรกิจอันนี้มันน่าสนใจมากเลยน ะคนกำลังจะแบบมาซื้อมากมาย จริง ๆ แล้วมันเหนื่อยแล้วมันไม่ค่อยคุ้มขนาดนั้น มันแลกมาด้วยกระบวนการจำนวนมากนะคะ ถ้าไม่ดูแต่ของ ถ้าดูการบริการแบบเติมน่ะค่ะมันแลกมาด้วยกระบวนการที่เราจะต้องไปรับถังมาเอามาเท บริการเติมเสร็จ ล้าง ล้างเสร็จกลับไปบรรจุใหม่ทำยังไงให้มันสะอาดปลอดเชื้อค่ะ มันด้วยราคาและกระบวนการมันเพิ่มมูลค่าของของที่เรามองไม่เห็นขึ้นมาเยอะมากค่ะ กับอย่างที่สองก็คือลูกค้าค่ะผู้บริโภคอ่ะเขาจะเป็นคนคัดเลือกเองว่าจริง ๆ แล้วอ่ะคุณมาเพราะว่ากระแสหรือว่าคุณมาเพราะว่าคุณน่ะเป็นคนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมจริง ๆ

คนที่จะมาทำธุรกิจนี้ ถ้าคุณรักจริง ๆ อยากเห็นทางแก้ไขปัญหา อยากมาช่วยกันแก้ไขปัญหาจริง ๆ มาเถอะค่ะ คือเรามี community ที่ยินดีช่วยมันมีร้านแบบ Zero Waste อีกหลายร้านเลยในเมืองไทยที่เป็นเครือข่ายการเป็นพาร์ทเนอร์ค่ะ แต่ส่วนใครที่คิดว่ามันแบบน่าจะมา น่าจะโต มันก็ยังไม่ขนาดนั้นค่ะ มันก็มีรายจ่ายอื่น ๆ ที่แฝงเข้ามาด้วยกับกระบวนการทำงานค่ะ

 

 

เรื่องของสิ่งแวดล้อมคะ เราเห็นว่ามีพัฒนาการดีขึ้นหรือแย่ลง สำหรับสิ่งแวดล้อมในเมืองไทย

เรื่องสิ่งแวดล้อมโดยรวม หนูยังไม่คิดว่ามันตื่นตัวมากขนาดนั้น ถ้านอกเหนือจากเรื่องพลาสติกนะคะอย่างเช่น สภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ค่ะคือแบบมันไม่ได้โดนกับตัวมันไม่ได้เห็นไม่ได้จับต้องได้อ่ะค่ะ คนก็เลยไม่ได้รู้สึกกับมันมากไม่ว่าจะร้อนขึ้นอีกนิดหน่อยนะ ฝนตกแรงทุกคนก็จะหมดว่าฝนตก ๆ ร้อนมากจะกลับไปก็ยังเปิดแอร์ในห้องนอนเหมือนเดิมค่ะ แต่ในเรื่องพลาสติกต้องบอกว่าดีขึ้นมากเพราะว่าหลายหน่วยงานเองก็ร่วมมือกันห้างร้านและรัฐบาลเองเนี่ยก็มีกฎระเบียบหรือมีนโยบายออกมาอย่างชัดเจน ทำให้คนรู้สึกว่าฉันต้องปรับ เพราะถ้าฉันไม่ปรับสังคมจะบังคับให้ฉันปรับอย่างนี้ค่ะ ก็เลยคิดว่าในเรื่องบางสิ่งตื่นตัวค่อนข้างมาก ก็เลยอยากฝากไปถึงหัวข้อของสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ค่ะเยอะแยะมากมายที่ทุกคนช่วยได้นะอย่าคิดว่ามันแค่แบบนิดเดียวเองค่ะ

 

 

โดยส่วนตัวกังวลเรื่องไหนมากที่สุด ที่อยากให้คนไทยใส่ใจตรงนี้คะ

กังวลเรื่องไหนมากที่สุดหรอ เอาจริงต้องบอกว่ากังวลเรื่องพลาสติกที่สุดนะ เพราะว่าเราอ่ะทำอยู่กับตรงนี้เราเห็นปัญหาตรงนี้เรารู้สึกว่าทุกคนมีส่วนร่วมแล้วก็แก้ไขได้ทันทีถ้าลองลงมาจากเรื่องพลาสติกค่ะ คิดว่ามันเป็นเรื่อง Climax Change Global warming พวกคาร์บอนไดออกไซด์ที่เราปล่อยกันออกมา การใช้พลังงาน การใช้จ่ายเกินความจำเป็น การบริโภคอ่ะค่ะ มันอยู่ในมันอยู่ในทุกอณูของการใช้ชีวิตของเราเลยด้วยซ้ำนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเราเลือกทานอะไร ทานผักมาทานเนื้ออย่างนี้มันก็ต่างกัน เราเลือกเดินทางยังไง เราเลือกอาบน้ำยังไงอ่ะค่ะ ซึ่งคนเขาจับต้องไม่ได้อ่ะค่ะ คนก็จะรู้สึกว่าไม่สำคัญแล้วพอแลกกับความสะดวกสบายมากขึ้นอย่างนี้ สัญชาตญาณมนุษย์ก็จะเลือกเอาความสะดวกสบายของตัวเองไว้ก่อน โดยที่เราไม่รู้เลยว่าอีกแค่ 1 องศาปะการังมันจะตายหมดโลกแล้วนะ แล้วแล้วเราจะอาจจะไม่มีปลากินแล้วนะ เราอาจจะไม่มีที่ท่องเที่ยวหรือออกแบบระบบนิเวศทางทะเลมันอาจจะล่มสลายไปเลยก็ได้นะ แต่เราไม่อยู่ตรงนั้นนะคะ เราไม่เห็น มันน่ากลัวเพราะเราไม่เห็นเราก็เลยไม่สนใจ

 

 

อะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราต้องใส่ใจเรื่องนี้คะ

คือพอด้วยความที่เราทำวิจัยเป็นคนทำวิจัยเห็นข้อมูลต่าง ๆ อยู่กับธรรมชาติจริง ๆ แล้วเห็นพื้นที่มันเปลี่ยนไปแล้ว เห็นคนไปท่องเที่ยวค่ะ แล้วที่สำคัญคือเราเห็นทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันไปหมดแล้วก็เลยเห็นปัญหาที่กว้างกว่าคนอื่นน่ะ มันไม่ได้แค่หลอดไปทิ่มจมูกเต่าอีกต่อไปแล้วอ่ะ มันเห็นว่าแบบแล้วถ้าหลอดไปทิ่มจมูกเต่า แล้วถ้าเต่าหายไปในระบบนิเวศแล้วจะเป็นยังไงแล้วแมงกะพรุนจะเพิ่มขึ้น ถ้าแมงกะพรุนเพิ่มขึ้นแล้วมันเป็นยังไงต่ออย่างนี้ค่ะ มันเห็นทุกอย่างที่เป็นเรื่องเดียวกันอย่างนี้ค่ะ เราก็เลยเห็นว่าไอ้อุณหภูมิคาร์บอนไดออกไซด์ที่เราเปิดแอร์เนี่ยอีกแค่หน่อยนึงอ่ะ มันทำอะไรกับกับโลกใบนี้ได้บ้างค่ะ